40 boring hours ..

posted on 18 Jan 2008 14:20 by araidee  in working

ไวมากๆอาทิตย์นึง แย่หล่ะ จะเล่าอะไรดีเนี่ย ชีวิตแบบอยู่ไปวันๆ ถ้าเราเล่าไปซะตอนนี้แล้ว เรื่องที่จะเขียนอาทิตย์หน้าก็จะเป็นปัญหาอีก ..

เอายังงัยดี ปิดหน้าต่างไปเลยดีกว่ามั้ย ลองเกริ่นแบบนี้แล้วดูท่าว่าเอนทรี่นี้มันคงจะไม่ค่อยมีอะไรสักเท่าไหร่ .. อาจจะกำลังคิดกันแบบนั้น .. 55

ขอเขียนเป็นเรื่องแนวไดอารี่แล้วกันนะ กับเหตุการณ์ในระหว่างอาทิตย์ที่ผ่านมา ..

 

 - เริ่มจาก วันจันทร์ วันที่เราเกลียดที่สุด แต่ถ้าวันหยุดเปลี่ยนมาเป็นอาทิตย์-จันทร์เราคงเกลียดวันอังคารมากที่สุดอยู่ดี .. วันนี้การงานจะมีเรื่องยุ่งยาก สิ่งที่คาดหวังก็จะไม่เป็นอย่างใจ .. เป็นคำบรรยาย+ทำนายทายทัก ประมานนี้เลยกับวันนี้ ..

เริ่มจากตื่นเช้ามาก็มีเรื่องให้เศร้าใจ อาหารที่เรากินเหลือจากมื้อเย็นเมื่อวาน แล้วเราสั่งเค้าใส่กล่อง เพื่อที่เราจะเอาไปกินมื้อกลางวัน หายไปซะแล้ว ..

ใส่ไว้ในตู้เย็นแท้ๆ ไครฟะ ตบข้าวกลางวันเรา มีผู้ต้องสงสัยอยู่สองสามราย แต่เข้าใจว่าเค้าหยิบผิดไปมากกว่า .. จะไปถามก็ฟังมันพูดไม่รู้เรื่องอีก ..

มาทำงาน อย่างเซ็งๆ แล้วก็ลงไปกินอาหารกลางวัน เป็นแฮมเบอร์เกอร์กับเฟรนชไฟย์ (ไอ้คำนี้มันเขียนภาษาอังกิตยังงัยนะ) ..

นั่นแหละ แพงอยู่เหมือนกัน 8+5 เท่ากับ 13 หยวน .. นั่นแน่แพงแล้วแกจะไปกินทำไม .. อาจจะอยากถามกันอย่างงั้น ..

ก็เพราะว่าช่วงนี้มันหนาว ที่ตึกมีโรงอาหารอยู่ชั้น 1 เวลาไปนั่งกินจะหนาวมาก ใส่เสื้อกันหนาวไปกินก็จะกินลำบาก ที่สำคัญอาหารมันๆ ใช่แล้ว อาหารมันๆมาก (อ่านว่า อาหารมัน มันมาก) .. จากนั้นก็ไม่มีอะไร เหมือนเป็นวงจรอุบาทถ์ กินเสร็จไปทำงานต่อ ทำงานเสร็จแล้วกลับบ้านนอน ตื่นเช้ามาเจอกับวันใหม่ในเรื่องเดิมๆ ..

 

- วันอังคาร ตื่นขึ้นมาก็ได้เรื่องเลย ปรากฎว่าน้ำในห้องน้ำไม่ไหล .. ทำยังงัยดี เอาวะ ใช้น้ำดื่มนั่นแหละมาล้างหน้า อะไรฟร้า เจ้าของบ้านไม่ได้จ่ายค่าน้ำรึเนี่ย ..

แน่นอนว่าไม่ได้อาบน้ำนะคับเช้านี้ .. อาย ..

พักกลางวันโชคดีอย่างประหลาด มีคนสั่งข้าวให้เค้ามาส่ง เอาด้วยดิ เพราะว่าหนาว ไครๆก็ไม่อยากลงไปแล้วออกไปกินร้านที่อยู่นอกตึก ..

แน่นอนว่าเราก็ด้วย ได้ข้าวมานั่งกินอย่างสบายใจที่แพนทรี่ ..

หลังจากนั้นหน่ะหรอ กลับไปอ่านตอนท้ายๆของวันจันทร์

 

- วันพุธ มีทั้งเรื่องดีและเรื่องร้ายในเช้านี้ เรื่องดีก็คือ น้ำไหลแล้ว มีน้ำใช้ได้อย่างปกติ แต่เรื่องร้ายคือ มีเจ้าของบ้านผู้ชายมันอาบน้ำอยู่ ..

เซ็งเลย เรารอๆ มันก็ยังไม่ออกมาสักที ไม่ได้แล้ว ใช้วิธีเดิมใช้น้ำดื่มล้างหน้าแปรงฟัน โดยใช้กะลังมังซักผ้ามารอง ..

ไม่ฉี่ๆ เราอั้นไว้แล้วไปเข้าห้องน้ำที่บริษัท .. เฮ้อ ช่างเป็นชีวิตบัดซบจริงๆ .. ยังกับอยู่ในค่ายทหาร ..

ยังดีหน่อยที่บริษัทอยู่ใกล้ๆ ไม่งั้นอาจจะเป็นนิ่วไปแล้วเพราะเช้านี้ ..

ข้าวกลางวัน - เพราะคนมันเริ่มขี้เกียจกันมากขึ้น เลยสั่งกันอีกแล้ว ร้านเดิม อาหารเริ่มจะเดิมๆ เราก็ขี้เกียจด้วย ดังนั้น ไปอ่านของวันเมื่อวานแล้วกัน 55 ..

 

- Thursday ไอ้วันพริหัสนั่นเอง หาตัวร ริ ยากจริง ตัว สระก็ผิด โอ๊ย ท่าทางว่าวันนี้จะไม่มีเรื่องดีๆแน่ๆ ..

ใช่แล้ว เรื่องในบ้านตอนเช้าไปมีอะไรผิดปกติ แต่ออกไปข้างนอกนี่สิ หนาวสุดๆแล้ว น่าจะ -15 แล้วมั้งวันนี้ ..

คนขี้เกียจก็ยังเหมือนเดิมกับวันเมื่อวาน แต่วันนี้เราหนักกว่าเดิม ขี้เกียจแล้วยังจนอีก เลยไม่มีตังค์สั่งอาหาร ต้องกินม่าม่าคัพเอาสำหรับมื้อกลางวัน .. 55

ด้วยงบที่อดมาจากกลางวัน ทำให้ตอนเย็นมีเงินไปเลี้ยงสาวได้ และอาหารเย็นก็เป็น เคเอฟซี ..

 

- วันศุกร์ เหมือนชีวิตอดๆอยากๆจะจบลงในวันนี้ เฮ้อ วันที่เรารอคอย จะได้หยุดแล้ว แน่นอนว่าวันนี้กลางวันต้องออกไปกินข้างนอกบริษัท แต่ต่างกับที่เมืองไทยตรงที่ออกไปกินคนเดียว ความรู้สึกเหมือนแอบหลบหน้าเพื่อนไปสัมพาดงานแล้วต้องกินข้าวคนเดียว ..

เย็นนี้ .. ไม่แล้ว ไม่เหมือนที่ผ่านๆมาแหงๆ เพราะเราได้วางแผนอย่างดี ..

เริ่มจากมื้อเย็นก็จะเป็นอาหารอินเดีย ไม่ๆ ไม่ใช่โรตีมะตะบะ .. เฮ้ย จริงๆนะ เป็นร้านอาหารอินเดีย .. จากนั้นก็ไปบาร์แห่งนึง ไม่เคยไปมาก่อนเลย เท่าที่ฟังเค้าเล่าๆกันมานี่น่าจะไปเป็นอย่างมาก ประมานว่าเป็นบาร์ที่จะมีอะไรให้เล่น หลายอย่าง บิลเลียด โต๊ะฟุตบอล ปาเป้า 9ลอ9 .. ที่สำคัญคือ .. ถูก !!! เบียร์ยี่ห้อจีนขวดเล็ก ขวดละ 10 หยวน ..

 

- วันเสาร์ จะมีงานเลี้ยงประจำปีของบริษัทเริ่มตั้งแต่ 1.30 ไม่ใช่ของปี 2008 นะ ป้ายงานเป็นของปี 2007 แต่เพราะหาที่จัดไม่ได้ เลยต้องเลื่อนมาเรื่อยๆ บ้าเนอะว่าป่ะ แทนที่จะคิดจัดกันในเดือน ธันวาเหมือนชาวบ้าน ..

และเพราะว่าเค้าคิดว่าพนักงานจะไปกันเยอะ 1500 คน สถานที่จัดเลยเปลี่ยนเป็นโรงยิมของมหาลัยนึงไกล้ออฟฟิซ ต่างกับปีทีแล้วที่ไปจัดกันที่แชงกรีล่า ..

เฮ้อ อะไรเนี่ย .. ด้วยเหตุนี้ เราและเพื่อนเลยตั้งใจกันว่าจะไม่ไปงานนี้ แล้วเลือกไปสกีกันแทน เอาไว้อาทิตย์หน้าจะ(พยายาม)หารูปมาฝากนะค้าบ ..

ปล.1 หิมะตกอีกแล้วเมื่อคืนนี้ ตื่นมาเห็นเมืองขาวๆอีกแล้ว ..

ปล.2 ยังไม่ได้ทำการลองชิมรสชาติหิมะแต่อย่างใด ..

ปล.3 ที่นี่ไม่มีเฮลสบลูบอยแฮะ ..

edit @ 21 Jan 2008 14:42:34 by Thee

edit @ 21 Jan 2008 14:48:35 by Thee

A day with winter and snow..

posted on 11 Jan 2008 12:34 by araidee  in living

:)

รู้สึกเหมือนกับว่าจะมีเรื่องดีๆเกิดขึ้นเร็วๆนี้ เราเองก็รออยู่ .. น่าจะภายในสิ้นเดือนจะเห็นอะไรที่ชัดเจนมากขึ้นไว้จะเอาเล่าให้ฟังเพิ่มเติมแล้วกัน ..

กลับมาสู่ชีวิตธรรมดาๆ อยู่ไปวันๆ ทำงานไปวันๆ อู้ไปวันๆ .. เหมือนชีวิตมีเป้าหมาย แต่มันจับต้องไม่ได้ ..

ตอนนี้อากาศหนาว สำหรับเราน่าจะเรียกว่าหนาวจัด เกิดมาไม่เคยจะเจอ .. วันแรกที่กลับมาหลังจากทริปเที่ยวกรุงเทพ ที่ปักกิ่งอุณหภูมิ 0 องศาเซลเซียสถ้วน .. หนาวเนอะ ..

แต่สองชั่วโมงต่อเรากลับมาสู่ชีวิตจริงที่อากาศ - 2 ที่ต้าเหลียน ..

แต่นั่นมันเรื่องเมื่อเกือบเดือนนึงมาแล้วนะ .. ตอนนี้หนาวขึ้นเล็กน้อย บางวันก็หนาวมากหน่อย บางวันก็ หนาวน้อยหน่อย อุณหภูมิ น่าจะประมาน -5 ถึง 5 องศา .. แต่สบายมากเพราะเราพยายามจะไม่ออกไปไหนเลย ตอนกลางวันก็กินม่าม่าคัพเอา ที่บ้านก็ซื้ออาหารแห้งๆไปตุนไว้ หวังว่าจะผ่านชีวิตช่วงนี้ไปได้โดยปลอดภัยนะค้าบ .. (อวยพรให้ตัวเอง)

สิ่งที่ต่างกับหน้าหนาวที่เมืองไทยก็คือ "หิมะ" ใช่้แล้ว ในที่สุดก็ได้เห็นหิมะตกจริงๆจังๆซักที ..

เหตุเกิดในระหว่างเวลาทำงาน อยู่ดีๆพวกเพื่อนที่ทำงานก็คุยอะไรกันไม่รู้แล้วก็วิ่งไปดูกันที่หน้าต่าง เรานินทาในใจว่าไอ้พวกนี้ ตื่นตูมยังกะเกิดมาไม่เคยพบเคยเห็น แล้วก็วิ่งตามชาวบ้านเค้าไปดูด้วย สวยดี .. น้องแผนกญี่ปุ่น 55

หลังจากเลิกงานเราเดินกลับบ้านก็ยังตกอยู่อีก โรแมนติกชะมัดเดิน ท่ามกลางหิมะตกเบาๆและแสงไฟสลัวๆ ..

พอตื่นเช้าขึ้นมาก็เห็นต้าเหลียนแบบที่ขาวไปทั้งเมือง เหมือนกับโรยปูนขาวเลย ต่างก็ที่ว่า ปูนขาวมันไม่หนาวและลื่น!..

ลื่นหัวแตกเลย .. จริงๆก็ยังไม่เคยล้มจนได้อายอะไรนะ แต่เวลาเดินก็ต้องค่อยๆเดิน .. เพิ่งเห็นข้อเสียของหิมะก็คือเรื่องนี้แหละ .. เคยเห็นที่ช่องฟรีสตู้เย็นจะมีน้ำแข็งเกาะใช่มะ .. ถ้าไปขูดๆๆ มาก็จะได้มาเป็นน้ำแข็งใสเป็นชามๆเลย .. ไอ้เจ้าน้ำแข็งใสพวกนี้ มันมีอยู่เพียบเลยตลอดทางเดิน เวลาคนแรกย่ำลงไปมันก็แค่ยวบๆ แต่พอคนถัดๆมา มันเริ่มเกาะตัวเป็นน้ำแข็งก้อน คนหลังๆที่เดินผ่าน ก็เหมือนกับเดินกันบนลานน้ำแข็งอย่างงั้นเลย ..

ตอนเด็กๆเคยกินนะ น้ำแข็งใสที่ขูดมาจากช่องฟรีสในตู้เย็น แต่ยังไม่เคยลองกินหิมะใส่เฮลสบลูบอยที่นี่สักที ..

เรานั้นไม่เคยจะชอบเลยหน้าหนาว ฝังใจมาตั้งแต่เด็ก กี่ปีๆก็เจอแต่ข่าวหน้าหนาวแล้วมีคนทางเหนือหนาวตาย .. เราเลยชื่นชอบในสิ่งที่ตรงข้ามคือหน้าร้อน อาจจะเป็นเพราะว่าปิดเทอม ไม่งั้นก็เป็นเวลาที่อยู่อย่างสบายๆไม่ต้องใส่เสื้อผ้าเยอะให้รุ่มร่าม ช่วงเวลาเธอถอด ชั้นถอด สาวๆนุ่งกันสั้นๆ อู้วว์ ...

เลยลำบากหน่อยกับการอยู่ที่นี่ หน้าร้อนที่นี่ก็เหมือนหน้าหนาวที่ไทย ส่วนหน้าหนาวที่นี่จะเท่ากับหน้าร้อนที่ขั้วโลกเหนือรึเปล่าก็ไม่แน่ใจ แต่ทำให้เวลาไปไหนมาไหนต้องใส่เสื้อโค๊ท หนักก็หนัก วันหยุดเวลาที่ไปเดินห้างก็จะลำบากเป็นอย่างยื่ง หิ้วของแล้วต้องมาหิ้วเสื้อกันหนาวอีก .. คือมันไม่เหมือนเสื้อวอร์มที่จะเอามาผูกเอวแล้วเดินตัวปลิว เสื้อบ้านี่มันหนักชะมัด จะเอามามัดเอวคงต้องใช้เชือกรึว่าเข็มขัด ..

ถัดจากเสื้อลงไปจะเป็นกางเกง ใช่แล้ว เราจะมาเรียนรู้กันว่าเครื่องกันหนาวมีอะไรบ้าง มา เอาให้รู้กันจะๆไปเลย ไครอายุไม่ถึง 18 ให้อ่านปิดตา, อ่านเว้นบรรทัด หรืออ่านข้ามไปตามแต่บุญแต่กรรม ...

ขออธิบายเฉพาะเครืองกันหนาวผู้ชายแล้วกันนะ .. (พูดเหมือนจะมีความเชี่ยวชาญในเครื่องกันหนาวผู้หญิงด้วย 55) ..

เริ่มจากเสื้อข้างในอาจจะเลือกใส่กันแบบปกติได้ แต่ที่แน่ๆต้องมีเสื้อกันหนาวเป็นสำคัญ .. เสื้อกันหนาวที่ไทยรู้สึกว่าจะใช้ไม่ได้นะ ไม่ใช่ว่าผิดกฎหมาย ตำรวจจะจับ .. แต่เพราะเค้าออกแบบมาให้แกใช้งานกับหน้าหนาวที่ไทย (เท่านั้น) เอามากันลมหนาวที่นี่ออกจะไม่เหมาะ ไม่ควร .. จะกล้าเกินไปแล้ว ..

ที่เรา (ต้อง) มีคือ เสื้อแบบหนาๆ ข้างในเป็นขนเป็ด ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องขนเป็ด ขนไก่ได้มั้ย เหมือนไม้กวาดงัย และเราก็ไม่รู้ด้วยว่าไอ้ขนในเสื้อมันขนเป็ดจริงรึเปล่า เป็นเป็ดอะไร เอาเป็นว่าให้มันกันหนาวได้ก็เป็นพอ ..

ยังอยู่กันที่เรื่องเสื้อ สิ่งที่เราไม่มีคือเสื้อหนัง (แส้หนังก็ไม่มี) เพราะรู้สึกว่าใส่แล้วไม่เข้ากะหน้าเราเลย .. แถมไม่รู้ด้วยว่าไอ้หนังที่มันเอามาทำ มันหนังอะไร ..

มีเพื่อนคนนึงซื้อเสื้อแล้วเอามาอวด พอดูไปดูมา มันเขียนว่าทำมาจาก pig leather 100% เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าหนังหมูก็เอามาทำเป็นเครื่องหนังได้ .. ที่เคยเห็นนอกจากนี้ก็มีหนังแพะ .. เคยลองใส่แล้วรู้สึกคันแปลกๆ ไม่รู้เพราะเจ้าของเสื้อมันไม่อาบน้ำเปล่า .. แต่เราเองก็ไม่อาบเหมือนกัน 55

ไอเท็มต่อมาเป็นกางเกง ตอนแรกเห็นในหนัง เวลาหน้าร้อน ฝรั่งมันก็ใส่ยีนส์ หน้าหนาว มันก็ใส่ยีนส์ เอ่อ ยีนส์มันทนทานต่ออากาศหนาวได้อย่างงั้นเลยรึเนี่ย เพราะในขณะที่ข้างบนตัวเค้าใส่กันอย่างเยอะแยะด้วยเสื้อกันหนาว แต่ไม่เคยเห็นเลยที่ไครจะใส่ กางเกงกันหนาว ..

และแล้วเราก็ได้ค้นพบว่าความลับคือเค้ามีถุงน่องผู้ชายใส่กันข้างในไว้อีก 1 ชั้น (รึ 2 ชั้น) เมื่อรู้อย่างงี้แล้วเราก็รีบซื้อมาตุนไว้ก่อนเลย แรกๆเวลาใส่ก็จะอายนิดนึง ระแวงไปหมด เอ๊ะ ไครจะเห็นร่องรองถุงน่องที่แลบออกมารึเปล่านะ .. จะห้องน้ำก็จะต้องเข้าไปในห้องน้ำ จะยืนฉี่ก็ออกจะลำบาก ..

ผ่านไปๆ เริ่มทำใจได้ ปลอบใจตัวเองว่า ไครๆเค้าก็ใส่กัน ทุกวันนี้เลยใส่มาทำงานทุกวัน .. เหมือนเป็นปมด้อย

เพราะเจ้าถุงน่องผู้ชายนี่เอง ทำให้เราเข้าใจความจริงที่งงมาตั้งนาน ถามไครก็ไม่ได้ ตอนที่มาใหม่ๆ เวลาเข้าห้องน้ำผู้ชาย (ใช่ พิมพ์ถูกแล้ว) พวกหนุ่ม (แก่ด้วย) ที่นี่ เค้าจะไม่ชอบรูดซิบฉี่ .. นั่นแน่ อาจจะงงๆ ไม่รูดซิบแล้วจะฺฉี่กันได้ยังงัย มันก็เปรอะหมดสิ ไมฮะ เค้าถอดกางเกงฉี่ ..

ก็ไม่ถึงขนาดถลกกันลงมาจนเห็นแก้มก้นนะ แต่ที่เห็นมาเกือบ 95 % เวลาไปยืนฉี่เค้าจะต้องถอดเข็มขัด ไม่เข้าใจเหมือนกัน .. อยากถามเหมือนกันว่าพวกแกคิดว่าเค้าออกแบบซิบมาให้กุงเกงคุณผู้ชายเพื่อออะไรกัน ..

ถึงตอนนี้ก็เข้าใจ เพราะเค้ามีหลายชั้น เริ่มจากกางเกงใน บ๊อกเซ่อร์ ถุงน่องผู้ชาย และกางเกงข้างนอก .. เพราะแบบนี้เค้าเลยเคยชินกับแบบนี้มากกว่า ..

ผ่านกันไปกับเรื่องโป๊ๆของผู้ชาย มาต่อกันด้วยเครื่องกันหนาว .. สาวๆที่ปิดตาไว้ตอนแรกให้ลืมตาได้ ..

ไอเท็ม ที่สามที่ติดตัวตลอดคือถุงมือ เป็นของอีกอย่างที่หาซื้อยาก เพราะเราไปลองถุงมามาหลายเจ้า ถ้าซื้อถุงมือผู้ชายก็จะใหญ่เกิน ถุงมือผู้หญิงก็เล็กไป ถุงมือเด็กๆก็นิ้วสั้นๆ ใส่แล้วจับไม่ถนัด ระหว่างข้อนิ้วจะติดกันเป็นผังผืดเหมือนตีนเป็ด .. แต่ในที่สุดก็ได้มา แน่สองว่าซื้อมาสองข้างนะครับ ..

เรื่องเศร้าต่อเนื่องเลยกับการซื้อถุงมือ .. คนขายบอก 40 เพื่อนเราต่อให้ 20 คนขายบอกไม่ได้ เพื่อนบอกไม่ได้ชั้นไม่ซื้อ ทำท่าเดินออก คนขายมาถึงดึงแขน จูงกลับไปซื้อ พอดีว่าตอนนั้นเราหน้าบาง คนขายทำท่าทางว่าโมโห ประมานว่าต่อราคาซะเยอะ เราก็อาย รีบๆเลือกแล้วเดินออกมา ..

พอมาเจอทีหลังข้างถนนขายกัน 15 หยวนแบบยังไม่ต่อเลย เซ็งเป็ด(ปักกิ่ง) แถมอันที่เรารีบๆเลือกมายังมีขาดข้างใน เราต้องมานั่งเย็บ นั่งปะอีก .. เรื่องเศร้า ..

ไอเ็่ท็มนี้ ไม่พูดไม่ได้เลย เป็นอะไรที่เราทำหายที่ปักกิ่ง ไม่ๆไม่ใช่กล้อง อันนั้นแค่ทำตก ใช่แล้ว มันคือ หมวกไหมพรม .. พอกลับมาเราก็รีบไปซื้อหามาทดแทนลักษณะท่าทางเหมือนอันเดิมเด๊ะเลย ต่างกันแค่อันนี้สีเทา อันเก่าสีดำ .. แต่ต่อๆไปมันอาจจะกลายเป็นสีดำก็ได้ ค่อนข้างมั่นใจ ..

สุดท้าย เพราะเริ่มยาวและ จริงๆ ไม่ค่อยอยากเขียนยาวๆ กลัวไม่ตั้งใจอ่านกันอ่ะนะ แต่ถ้าเขียนสั้นๆอัพทุกวัน เดี๋ยวก็จะเบื่ออีกอ่ะ อะไรฟระ เขียนอะไรนักหนา .. ความตั้งใจ (ที่ไม่เคยทำได้คือ) อยากให้ได้ซักสองสามหน้า (เวลาเอาเมาส์รูด) ขนาดกำลังอ่านสบายๆพอๆกะอ่านซ้อเจ็ด 555

อ่ะ ออกจะเลยเถิดไป สุดท้ายแล้วจริงๆคือ ผ้าพันคอ ..

อาจจะเงียบแล้วแิอบนินทาว่า แหมๆ พ่อคุณ อะไรจะขนาดนั้น ยังกะเป็นดาราเกาหลี เอิ๊กๆ ..

มันช่วยได้จริงๆนะ ช่วงคอมันเป็นรอยต่อที่หมวกและปกเสื้อกันหนาวมันดูแลได้ไม่ทั่วถึง .. ก็ต้องใช้ผ้าพันคอนี่แหละ .. เศร้าอีกเล็กน้อย ชาวบ้านได้กัน (ฮ๊ะ) เค้าซื้อได้กันที่ราคา 10 หยวน เราซื้อแพงกว่าเท่าตัวเลย ..

ช่วงนี้สุดสับดาห์ไม่ค่อยจะได้ออกไปไหน ถ้าจะออกไปก็เล็งๆไว้ว่างอยากไปเล่นสกี .. เอาไว้ถ้าได้ไปเดี๋ยวมาเล่าต่อพร้อมๆกับภาพแล้วกันนะ ..

ป.ล. เปลี่ยนธีมแล้วนะ อันเก่าใช้งานได้ดีบน ไฟรเ่้อ้อฟ็อกส์ เปิดบนไออีแล้วแปลกๆ ลองเปลี่ยนเป็นอันใหม่ .. ปรากฎว่ากลับตรงข้ามกันซะอีก 555 (ความรู้ใหม่ เลข 5 ที่จีนสื่อความหมายถึงเสียงร้องให้ ในภาษาจีนอ่านว่า หวู่) ..

edit @ 11 Jan 2008 15:21:37 by Thee

edit @ 11 Jan 2008 15:51:49 by Thee

23 Hours a day ..

posted on 03 Jan 2008 14:28 by araidee  in travelling

กลับมาอีกแล้ว หนึ่งอาทิตย์พอดิบพอดี ตอนนี้คงเป็นตอนสุดท้ายแล้วมั้งกับเรื่องที่เล่าแบบย้อนกลับไป ..

อาทิตย์หน้าคงจะกลับไปสู่ความจริงในช่วงเวลาปกติกันอีกครั้ง .. ฟังแล้วเหมือนเบื่อๆเนอะ ..

 

เรากลับจากบ้านเข้ามากรุงเทพในคืนวันศุกร์ ..

มีอะไรให้ต้องทำเยอะมากในระหว่าง 2 วันนี้ .. เครื่องจะออกวันอาทิตย์ตอนเที่ยงคืนกว่าๆ ... เหลือเวลา 50 ชั่วโมงกว่าๆ กับสิ่งที่ต้องทำคือ ..

- เจอเพื่อนๆ 3 กลุ่ม ..

- ไปนำของที่เพื่อนจากจีนฝากกลับมาให้คนที่ไทย 2 ราย ..

- ไปนำของที่เพื่อนจากไทยซื้อกลับไปให้เพื่อนที่จีน 1 ราย ..

- ซื้อของฝากเพื่อนที่จีน ซื้อพวกอาหารแห้งให้ตัวเอง ..

แจกแจงออกมาแล้วเหมือนจะไม่เยอะ แต่ต้องมาจัดเวลาดีๆหน่อย ดังนั้น เลยเริ่มจากเจอเพื่อนกลุ่มแรกที่ข้าวสารตอนกลางคืนวันศุกร์ ไม่ได้มาซะนานเลย เสียดายที่กล้องเราไม่มีแล้ว ถ้าอยากดูรูปคงต้องเข้าไปใน hi5 นะฮะ .. อ๊ะ อาจจะงงกัน เอ๊ะแกมี hi5 กะเค้าด้วยหรือ .. มีนะฮะ สมัครไว้ตั้งนานแล้วแต่ไม่ค่อยจะได้อัพเดท .. เพราะว่าขี้เกียจนั่นเอง ..

 

เพราะว่ากลางคืนกินแอลกอฮอล์ เลยตื่นมาค่อนข้างสายหน่อย ไปรับกล้องจากเพื่อนเก่าสมัยโรงเรียน พอจ่ายค่ากล้องให้เค้าค่อยตระหนักว่าเงินทองมีน้อย ต้องใช้สอยอย่างประหยัด บัตรเอทีเอ็มก็ไม่มีแล้ว

เหลือเงินอยู่สัก 2200 ได้มั้ง คิดไว้ว่าต้องจ่ายค่าอะไรสักอย่างที่สนามบิน 700 แล้วต้องกินข้าวกะเพื่อนๆ 2 มื้อ น่าจะประมาน 500 .. เหลือ 1000 นึงไว้ช๊อปปิ้ง น่าจะพออยู่นะ แต่จริงๆแล้วมันไม่ใช่แบบนั้น .. 

 

นัดกับเพื่อนรอยเตอร์ไว้เที่ยงๆ .. กลายเป็นว่าเรามาซะคนแรกเลย สถานที่คือ ซิสเล่อร์ตรงสยามดิส .. (เอ๊ะ เค้ายังเรียกชื่อนี้กันอยู่รึเปล่าฟะ ..) ซิสเล่อร์เป็นอะไรที่เรากินแล้วไม่เคยจะคุ้มเลยกับสลัดผัก แต่การที่กินแล้วไม่เจอหนอนก็น่าจะเรียกว่าคุ้มได้แล้วถ้ามองโลกในแง่ดี ..

มี วิน หนุ่ย อุ๊ก แชมป์ พี่สุ และยังมีพี่โรจน์มาแจมอีก

 

ตอนบ่ายๆไปจตุจักร เพื่อซื้อของและส่งของให้เพื่อนที่เพื่อนที่จีนฝากมา .. เหมือนจะคิดผิดที่นัดเค้าไปเจอกันที่ตรงหอนาฬิกาในจตุจักร แต่ในที่สุดก็เจอกัน และสิ่งที่ไม่คาดคิดก็คือ .. เค้าฝากของกลับไปที่จีนให้เพื่อนเค้าด้วย .. แอบกังวลนิดนึง .. ถ้าน้ำหนักเกิน .. ชั้นจะมีเงินเหลือจ่ายค่าปรับมั้ยเนี่ย .. 55

หลังจากส่งของและรับของก็ได้เวลาเดินซื้อของ เราได้เทียนหอมในกะลามาพร้าวหน้าตาประมานนี้ ..

 

และได้ปลอกหมอนผ้ารูปช้างไทย ..

เทียนหอมนั้นไม่เท่าไหร่ เฉลี่ยอันละ 10 บาทเท่านั้น แต่ปลอกหมอนนี่ดิ หาอยู่ตั้งนาน ตอนแรกบอกชิ้นละ 120 เราต่อไปต่อมา จนซื้อ 2 ชิ้นได้ในราคา 170 แต่ออกมาข้างนอกเห็นเค้าขายอันละ 50 เอง เศร้าเลย นึกว่าที่จีนพ่อค้าจะน่ากลัวสุดแล้ว พ่อค้าไทยก็ใช่ย่อย ฟันเราหัวแบะเลยเช่นกัน ..

ออกมาจากจตุจักร เลือดอาบเลย .. แต่ก็ยังมีแรงไปเดินต่อที่สวนลุมไนท์ (นัดกับคุณอั้ม 55) ..

ตัดกลับมาที่วันรุ่งขึ้น เป็นวันสุดท้ายแล้ว วันนี้ยังต้องมีอะไรให้ทำต่ออีก ..

เริ่มจากตื่นเช้ามากๆ 6.30 เพื่อจะไปสำเพ็ง เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องสำเพ็ง แต่จะต้องไปซื้อต่างหู (อย่างเยอะ) กลับมาฝากเพื่อนที่จีน .. (ผู้หญิงนะ) ..

ไปถึงตลาดประมาน 7 โมงได้ แต่ทว่า เดินได้สัก 10 นาทีก็เริ่มมีคนเก็บร้าน ... เราเลยจะเดินกลับ .. แต่ระหว่างเดินกลับ ก็มีคนกำลังจะเปิดร้าน เราเลยงงๆว่าเอ๊ะ มันยังงัยเนี่ย ด้วยความก็เดินๆไปจะถามไครว่าซื้อต่างหูที่ไหนก็อายเค้า เดี๋ยวเค้าจะคิดว่าเป็นรักแห่งสยาม .. ก็เลยเดินๆเรื่อยไป ..

เดินออกไปซอยโน้นซอยนี้เยอะมากๆ .. ในที่สุดก็เจอต่างหู เอ๊ะ รึว่าเค้าเรียกว่าตุ้มหูก็ไม่รู้ .. เราก็เลือกไม่ค่อยจะเป็น ไปยืนเลือกท่ามกลางหมู่สาวๆ สุดท้ายก็รีบซื้อรีบเดินออกมา ..

สำเพ็งขายของแบบขายส่งเป็นส่วนมาก ถ้าไปซื้อปลีกก็จะโดนดูถูกด้วยสายตา .. ระหว่างเดินไปมีแม่ค้ากระเทยคนนึงตวาดลูกค้าที่ถามว่าเอา อันเดียวได้มั้ย ..

- ขายต่างหูนะค้าา ไม่ได้ขายไก่ จะได้มาซื้อปีก .. เหอะๆ มุกแม่ค้าสำเพ็ง .. 

ออกจากสำเพ็งตอนเกือบๆจะเที่ยงแล้ว ต้องไปรับและส่งของอีกรายนึง เหมือนเป็นพนักงานอะไรสักอย่าง ลูกค้ารายนี้นัดเราที่จตุจักร .. ส่งของให้เค้าแล้วไม่เท่าไหร่ แต่รับมานี่หนัก ทั้งหนักกายและหนักใจ เค้าฝากให้ไปเป็นพวกของแห้งสำหรับปรุงอาหารไทย .. น้ำหนักรวมๆน่าจะ 8 - 10 โลได้ เราก็ยังงงๆอยู่ว่าเค้ายกมาส่งให้เราได้ยังงัย ผู้หญิงตัวเล็กๆ ..

 แต่ยังงัยก็ต้องรับมา เราลากๆๆมาเก็บไว้ที่บ้านเพื่อนก่อน แล้วออกไปตามนัดกับเพื่อนลาดกระบัง ..

เจอกันที่มาบุญครอง มี ปุ๋ยและแฟน ป๋อม น้ำฝน หย่ง ซัน นั้ม พอรู้ว่าจะไปกินบะหมี่เกี๋ยวกุ้งที่สยามสแควร์ เราค่อยโล่งใจหน่อย เพราะกระเป๋าเราก็แทบจะโล่งไม่มีตังค์แล้ว 55 

 

ถึงตอนนี้เพิ่งมาตระหนักว่าเงินเราเหลือ 1000 นึงนั้น น้อยนิดจริงๆ เพราะคิดว่าต้องจ่ายค่าใช้สนามบิน 700 เหลือ 300 แล้วที่เราลืมคิดก็คือแค่แท็กซี่จากในเมืองเข้าไปสนามบิน .. พระเจ้า .. เกือบไปแล้ว นับว่าโชคเข้าข้างที่น้ำฝนรู้ใจเราและเห็นเราหน้าซีด เลยเลือกบะหมี่ที่ราคาต่อคน (หารรวม) 85 บาทไทย .. เกือบพลาดไปกินเซ็น(เสี่ย) นั้ม เสนอซะแล้ว ..

 พอกินเสร็จก็สองทุ่มกว่าแล้ว เพื่อนๆก็แยกย้ายกันไป เราก็เหมือนกัน กลับมาหอเพื่อนเพื่อบอกลาและเอากระเป๋าใบใหญ่ .. ถ้าจำไม่ผิดเหลือเงินอยู่ 250 ได้ เลยคิดหนักหน่อยว่าจะเอายังงัยดี ถ้าจะนั่งแท็กซี่ไปเลยจากที่นี่ก็อาจจะเกือบๆสามร้อย เงินไม่พอผ่านเข้าสนามบินและก็จะซวยเอา ..

สุดท้ายเลยเลือกแบบ มายังงัยก็กลับไปอย่างงั้น 55 ..

เริ่มจากเรียกแท็กซี่ให้ไปส่งเราที่ป้ายรถเมลล์ที่จะมีรถที่ไปยังสนามบินผ่าน เราเลือกเป็นตรงคลองเตย .. เวลา 9.01 รถเที่ยวสุดท้ายคือ 9.30 ..

รู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากๆเมื่อสิ่งที่คิดเป็นไปจามแผนเป๊ะ .. ด้วยรถสาย 551 รึว่าอะไรสักอย่างเราก็นั่งมาได้จนถึงสุวรรณภูมิ..

 

เวลายังเหลืออยู่เยอะแยะต่างกับเงินเราที่เหลือน้อยนิด น่าจะเป็นช่วงเวลาที่จนที่สุดแล้ว ..

 

เหมือนทุกอย่างจะจบลงด้วยดี แต่กลับจบลงด้วยดีกว่า .. เพราะเราเพิ่งจะรู้ว่า เค้าไม่เก็บค่าใช้สนามบิน 700 อะไรนั่นแล้ว .. (รู้สึกว่าตัวเองโง่ๆ นิดนึง อาย ..)

 เหมือนชิวิตพลิกผันขึ้นทันตา เรามีเงินเพิ่มมา 700 ที่ king power เลยได้โอกาสใช้ซื้อ ครีม Lore'al (เขียนแบบนี้ป่าวฟระ) แต่ประมานว่าแก้ริ้วรอยรอบดวงตาไปเป็นของฝากอีกหนึ่งอย่าง ..

เหมือนเดิม คนขายก็ยังมองแล้วคิดว่าเราจะซื้อไปใช้เอง ..

จากนั้นทุกอย่างก็เป็นไปอย่างปกติ ขึ้นเครื่องไปเปลี่ยนที่ปักกิ่ง แล้วเปลี่ยนไปอีกเครื่องสู่ ต้าเหลียน .. 

 

 

 

 

edit @ 4 Jan 2008 10:28:14 by Thee

edit @ 6 Jan 2008 18:07:05 by Thee