travelling

2 night in Beijing.. (part#3)

posted on 18 Dec 2007 11:05 by araidee  in travelling

กลับมาอีกแล้ว คราวนี้ตั้งเป้าหมายว่าจะอัพซักอาทิตย์ละครั้ง จะได้ไม่ต้องป่าวประกาศบ่อยๆ ..

อืมม มามะๆ อ่านกันต่อเลยสำหรับตอนสุดท้ายแล้วของการไปปักกิ่ง ..

เอ่อ แล้วก็ถ้าอ่านๆกันแล้วก็ลงชื่อไว้ด้วยก็ได้นะฮะ ไม่เก็บตังค์ๆ ฮี่ๆ แต่ปกติเราแอบไปอ่านของชาวบ้านก็อ่านฟรีๆไม่ลงชื่อเหมือนกัน ..

 

เรื่องจากตอนที่แล้ว มีจุดที่ซวยเกิดขึ้นแต่ลืมเล่าไป ก็คือว่าก่อนที่จะแยกย้ายกลับห้อง ก็พลันตระหนักได้ว่าหมวกไม่มีแล้ว เข้าใจว่าน่าจะทำตกสักที่ในหวังฟู๋จิ่งนั่นแหละ ไครเห็นเก็บมาคืนด้วยนะจ๊ะ ..

พอรู้ว่าทำหมวกหาย ตาก็บอกเราให้เช็คจากกล้องว่าภาพสุดท้ายที่หายคือที่ไหน แหมๆ ยังกะโคนันยอดนักสืบ แค่หมวกหายเอ้งไม่ใช่คดีคาดตะกรรมนะฮะ ..

แต่กลับมาแล้วเราก็มาแอบดูเอง แล้วก็พบว่า ภาพสุดท้ายของหมวกก่อนจะหายไปคือ

เป็นภาพนี้เอง ภาพที่อุ๊กบอกว่าเหมือนกะเราไม่ได้ไปจริงๆ ทั้งหมดเป็นการตัดต่อรูป ซึ่งดูแล้วก็เหมือนจริงๆแฮะ ..

ฝีมือคนถ่ายล้วนๆนะฮะเนี่ย ถ่ายให้ออกมาเหมือนรูปตัดต่อได้ ฮ่าๆๆ ..

เอาหล่ะฮะ เรื่องหมวกหายนับทดไว้ในใจเป็นเรื่องซวยๆเรื่องที่สองแล้วกัน .. ค่าหมวก 25 หยวน ซื้อจากต้าเหลียน .. (เคยถามที่มาบุญครอง ก็หมวกเหมือนๆกัน แต่บอกราคาแบบ 199 299 อะไรแบบนี้เลย แพงโคตรๆ)

 

อ่ะ มาต่อกันเลยที่เช้าวันสุดท้ายในปักกิ่ง (ฟังแล้วเหมือนกับว่าอยู่มาซะเป็นเดือน) ..

ตอนออกมาก็มีเหตุการณ์ระทึกขวัญนิดหน่อย คือจากที่เคยเห็นพนักงานเค้าทะเลาะทวงตังค์แขกมาแล้ว ตอนเราคืนกุญแจ เราก็ไม่พูดอะไรมาก เพื่อที่เค้าอาจจะได้คิดว่าเราเป็นคนจีน ไม่กล้าจะโกง .. แต่แล้วเค้าก็ถามอะไรมาซักอย่าง เราก็ตอบไป อืมมๆ จากนั้นเค้าก็บอกว่า มามะ จ่ายเงินมา 70 หยวนซะดีๆ เฮ้ย ว่าแล้วต้องโดนต้องโกง .. จิงดิ ..

เราก็เถียงๆๆ บอกว่า วันนั้นชั้นจ่ายมัดจำไปแล้ว วันนี้ชั้นจะไป ดังนั้นหน่ะ แกต้องคืนมัดจำชั้น ไม่ใช่ชั้นจ่ายให้แก .. ไปๆมาๆ กลายเป็นเรื่องเข้าใจผิด หมวยนั้นคิดว่าเราจะอยู่ต่ออีกคืน (ถ้าจะอยู่ต่อแล้วจะคืนกุญแจให้แกทามมาย) เลยจะเรียกเก็บเงินเพิ่ม ..

สรุปว่าก็ได้เงินมัดจำคืนมาอย่างปลอดภัย แถมหมวยยังบอกอีกว่า "ทีหลังแกก็พูดว่า check out สิ แค่นี้ชั้นก็เข้าใจ" แน่ะ..

:)

เมื่อคืนนัดกับตาว่าให้มาเจอกันสัก 8.30 - 9.00 กลัวว่าจะลำบากที่ตาต้องตื่นเช้าๆ แต่เข้าตัวบอกว่าสบายมากและจะไม่พลาดอีก ก็ได้มาเจอกัน 8 โมงเช้า ..

ปรากฎว่าไม่เลทจริงๆด้วย เจอกันแถวๆแม็คโดนัลด์ จากทั้งก็ขึ้นรถไฟฟ้าไต้ดินไปสถานที่แรกคือ วัดลามะ ..

วัดลามะเป็นงัย ..

(ประตูทางเข้า แต่เรามาถ่ายรูปตอนกลับออกมาแล้ว ..)

เป็นวัด เป็นวัดที่มีพระลามะอยู่ ตอนที่เราไปก็ยังอยู่นะ หลังจากเดินทางโดยรถไต้ดิน เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา จนในที่สุดก็มาจบที่สถานีนึง ชื่อว่าอะไรจำไม่ได้ละ ขอตั้งชื่อว่าสถานีวัดลามะ เพราะออกจากสถานี เดินไปอีกนิดเดียวก็ถึงเลย ..

(รถไฟฟ้าได้ติน ด้วยอันนี้แหละ นั่งไปวัดลามะ ..)

วันนี้หนาวเหมือนเมื่อวานเลย แถมไม่มีหมวกใบเก่ง แต่ก็สู้ๆ ..

ระหว่างทางจะมีคนเดินมาขายธูป เราก็ไม่ๆตลอด เดินๆไปก็จะมีร้านขายธูปที่ตั้งเป็นที่เป็นทางอยู่เยอะมากๆ แต่เราก็ไม่ได้ซื้อเข้าไปเลย แหะๆ คิดแค่ว่าจะเข้าไปดู ถ่ายรูป แล้วก็กลับไปกินเป็ดปักกิ่งแค่นั้น ..

แต่พอเข้าไปแล้วเห็นเค้าไหว้กันแล้วรู้สึกอายๆเหมือนกัน อยากจะจุดธูปไหว้บ้าง ไม่ได้เข้าวัดมาหลายเดือนแล้ว ..

สภาพภายในวัดเยี่ยมสุดๆ ดูเป็นวัดที่ได้รับการดูแลอย่างดี สมกับที่เก็บตั๋วค่าเข้าจริงๆ (25 หยวน) ฮ่าๆ ..

(ทางเข้าส่วนในของวัด โคตรจะโรแมนติก ..)

(ถังขยะก็ต้องเป็นลายธรรมะ)

(ทางเข้าชั้นใน ..)

 

(เก๋งจริงๆ)

(อันนี้น่าจะเป็นสิงโต ตาบอกว่าน่าจะเป็นตัวเมียเพราะมันเล่นกะลูก ตอนแรกรอจะไปถ่ายคู่กะตัวผู้ แต่ดันมีคนถ่ายไม่หยุดซะงั้น .. )

แม้ข้างในจะไม่ยิ่งใหญ่ กว้างขวางเหมือน กู้กงวังต้องห้าม แต่ก็คุ้มค่าตั๋วคับ สมควรไปดูอย่างยิ่ง ..

ลองมาดูรูปประกอบคำอธิบายกันนะฮะ ..

(ควันเยอะแยะเลย ไม่แน่ว่าข้างในอาจจะย่างเป็ดปักกิ่งกันอยู่ ..)

(ข้างในๆ จะเห็นว่าข้างหลังเรามีช่างกำลังซ่อมแซมกันสดๆเลย ..)

 

(สวยมากเลยอันนี้ มีสะพานเชื่อมไปยังตึกข้างบนด้วยนะ ..)

(มาวัดลามะ ถ้าท่านไม่ได้เห็นพระลามะ นับว่ายังมาไม่ถึงซะแล้ว .. )

ขากลับที่ออกมา ได้เจอกับคณะทัวร์ไทย คบคิดกับตาว่าจะไปแอบฟังว่าไกด์เค้าพูดอะไรกันบ้าง แต่ถ้าเค้าเริ่มสงสัยก็ให้พูดกันว่า ไท่กั๋วเหรินๆ แปลว่า คนไทยๆ ..

ได้ความรู้เยอะที่เดียวจากพี่ไกด์ เค้าบอกลูกทัวร์ว่าคุณต้องเข้าไปไหว้ที่นี่ๆก่อนนะ ตรงนี้มีธงอยู่เนี่ย มันคือธงที่เอาไว้ใช้อย่างงี้ๆ ประวัติความเป็นมาของแต่ละที่นี่เป็นยังงัยๆ นี่คืออะไรที่เราจะไม่ได้เลยกับการมาเที่ยวเอง ..

ออกจากวัดมาได้ เวลาประมาน 11 โมงโดยประมาณ ตั้งเป้าหมายต่อไปว่าจะไปกินเป็ดปักกิ่ง โดยการเดินทางต้องนั่งรถไต้ดินไปเหมือนเดิม เพื่อไปลงที่เฉียนเหมิน จากนั้นค่อยๆหาทางต่อไป ..

หลังจากนั่งมันจนจะครบทุกสาย รถไต้ดินก็พาเรามาถึง เฉียนเหมิน ยังจำได้ป่าว เฉียนเหมินที่อยู่ข้างหลังเทียนอันเหมินงัย ถ้าจะลืมกันแล้วก็ต้องบอกว่า ก็ไกล้ๆกับที่ชั้นทำกล้องตกงัยเล่า แหมๆ ทีอย่างงี้จำได้เลยใช่มั้ย ..

กลับมาเห็นจุดเกิดเหตุอีกครั้งแต่ก็ไม่มีเวลามาเฉื่อยแฉะแล้ว เป็ดปักกิ่งรอเราอยู่ ร้านที่ตาจะพาไปกินชื่อ li qun roast duck แปลว่าร้านเป็ดปักกิ่งของหลี่ชุน เราก็แปลมั่วๆอ่ะนะ แต่ชื่อร้านนี้อยู่ในหนังสือ lonelyplanet ซึ่งเค้าการันตีและฟันธงว่า "อร่อย" เรากะตาเลยเชื่อตามนั้น ..

ตาโทรไปถามที่อยู่และจองโต๊ะ ตอนนี้เริ่มคิดในใจ ร้านมันต้องใหญ่โตหรูหรา มีคนมากินเยอะถึงขนาดต้องจองโต๊ะ แหม มาไม่เสียเที่ยวจริงๆ แอบคิดไปน้ำลายไหลไป ..

แต่แล้วตาก็ได้คำตอบกลับมาว่า ไปตอนนี้ก็ยังไม่ได้กิน ต้องไปตอนหลัง 13.30 - 14.00 เพราะเค้าจะเริ่มย่างเป็ดตอนบ่ายโมง ถ้าไปก่อนก็ต้องไปนั่งรอเค้าย่าง แต่ถ้าไปหลังจากนี้เป็ดอาจจะหมด แหมๆ ย่างเป็ดมันก็ต้องดูเลิกดูยามกันด้วยเฟ้ย ไอ้คนย่างกะเจ้าของนี่ท่าจะมีกิน ย่างกันเล่นๆ ขายกันเป็นงานอดิเรก แต่ก็เอาเหอะ ทำตามเค้าว่าแล้วกัน ..

ว่าแล้วก็ต้องมาคิดหนัก ตอนนี้ 11.30 ถ้าจะให้ไปถึง 13.30 แล้ว 2 ชั่วโมงนี้ชั้นจะไปรอเปิบเป็ดกันที่ไหนดี .. แพลนตอนแรกคือหลังจากเป็ดกินเสร็จ เราก็จะไปหอระคัง (อะไรฟะ หาไม่เจออีกแล้ว ค ระคัง เมื่อกี้ก็ เลิกยาม ที่นึงแล้ว) แต่หอระคังนี้มันอยู่ค่อนข้างไกลเลย คืออยู่แถวๆวัดลามะ แค่จะไป-กลับ ก็น่าจะชั่วโมงนึงแล้ว เลยต้องเปลี่ยนแผนกันเดี๋ยวนั้น ตาเลือกเอามา 1 ที่ เป็นที่ที่เราไม่เคยคิดจะไปเลยนั่นคือ เทียนถาน ..

เทียนถานหรือชื่อไทยคือ หอบูชาฟ้าสววรค์วิมาน .. จริงๆอาจจะไม่ยาวอย่างนั้นแต่ชื่อนั่นก็บอกอยู่แล้วว่าคืออะไร เมื่อก่อน ฮ่องเต้จะใช้ที่แห่งนี้เพื่อมากราบไหว้บูชาฟ้า นัยว่าเป็นกุสโลบายอย่างนึงด้วยที่ให้ประชาชนของเค้าเห็นว่าฮ่องเต้คือคนจากฟ้า และต้องมีการรับส่งข่าวจากเบื้องบน .. นี้คือเท่าที่เคยอ่านมาและยังจำได้อยู่นะ ..

วิธีการเดินทางไปของพวกเรานั้น เพราะธนิตาบอกเราว่าถ้านั่งแท็กซี่ไปก็น่าจะตามมิเตอร์ขั้นต่ำ นั่นคือ 10 หยวน เลยพากันไปถามมอเตอร์ไซค์สามล้อแถวนั้นดู แต่ว่าเค้าก็บอกราคามา 10 หยวนเท่าๆกะแท็กซี่ ต่อก็ไม่ได้ อืมม นั่นสินะ แต่สุดท้ายก็เลือกนั่งมา ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนั้นคิดอะไรแฮะ แต่เอาเป็นว่าถึงเป้าหมายได้ด้วยเงิน 10 หยวน นั่งมาแบบเสียวๆนิดหน่อย พยายามจำเส้นทางว่ามันจะพาเราอ้อมเพื่อให้คุ้ม 10 หยวนรึเปล่าเนี่ย ...

(มอไซค์สามล้อ คันนี้เลยที่นั่งมาด้วยราคา 10 หยวนถ้วน ..)

พอมาถึงทางเข้า เทียนถาน แน่นอนว่าต้องเสียค่าเข้า (อีกแล้ว) หลังจาก ตอนที่แล้วที่สวนสาธารณะเป๋ยไห่ เราเกือบพลาดท่า เพราะไปซื้อตั๋วแบบเข้าได้ทุกที่มา แล้วต้องไปตระเวณเข้ามันให้คุ้มค่าตั๋ว ดังนั้นครั้งนี้เราเลยบอกตาว่า ซื้อตั๋วเฉพาะทางเข้าก็พอแล้ว ไม่ต้องขึ้นไปข้างบนแล้วกาน ตั๋วแค่ทางเข้าไปอย่างเดียวประมาน 10 หยวนได้ .. เพราะคิดว่าเวลาก็มี 2 ชั่วโมงเอง..

(ที่มือเราชี้นั่นคือเทียนถาน ตอนนี้ที่เราอยู่คือประตูข้างบนสุด ไล่จากบนลงล่าง เทียนถาน กำแพงเสียงสะท้อน และ ลานอะไรไม่รู้ ..)

เดินเข้าไปอย่าง งงๆ หลังจากผ่านหลายๆก๊วน เช่นก๊วน ร้องเพลงจีน ก๊วนสีซอ ก๊วนคนแก่นั่งคุยกัน เราก็มาถึงทางขึ้นเทียนถาน เอางัยดีหล่ะ ต้องตัดสินใจแล้ว คือตั๋วขึ้นเทียนถานเค้าขายเป็นแพ็คเกจพร้อมๆกับขึ้นอีกสองที่คือ กำแพงเสียงสะท้อน และ ลานอะไรสักอย่าง

ค่าตั๋วรู้สึกจะ 15 หยวนนะ ก็เท่าๆกับถ้าซื้อรวมมาตั้งแต่แรกนั่นแหละ ซึ่งคิดไปคิดมา (ต้องคิดหลายรอบหน่อย เพราะถ้าเราขึ้นไม่ใช่จะเปลืองเงินแค่เรา แต่เป็นตาที่มาเป็นไกด์ด้วย) ตาเพิ่งจะเคยมาแค่ครั้งเดียว คงยังไม่ซาบซึ้งเท่าไหร่ ดังนั้นขึ้นไปอีกครั้งก็คงไม่เป็นไรมาก .. ว่าแล้วก็ซื้อมาจนได้ เฮ้อ ยังต้องไปอีกไกลเลยกว่าจะถึงเป็ด ..

 

(ถึงแล้วเทียนถาน ..)

(ดีใจมากค่ะมาสองครั้งแล้ว ..)

(เทียนถานแบบเดี่ยวๆ)

ในเทียนถาน ขึ้นมาแล้วรู้สึกว่าตัดสินใจถูกแล้วที่ขึ้นมา แหม ถ้าไม่ได้มาเห็นเองนี่เสียดายแย่เลย เหอๆ ความคิดเก่าๆจากเพื่อนชาวปักกิ่งที่บอกว่ามันไม่มีอะไรนี่หายไปหมดเลย มันดูยิ่งใหญ่มากๆ สวยด้วย ที่สำคัญดูใหม่มากๆ สีสดใสเหมือนเพิ่งทาสีกันใหม่เมื่อวาน เหอะๆ ..

(ระหว่างกำลังรีบเดินไปอันต่อไป เจอคู่นึงขอให้เราถ่ายรูปให้ ดังนั้นเราก็เลยต้องให้มันมาถ่ายรูปคู่ให้เรากะตาด้วย ไหนๆก็ไหนๆ ..)

ต่อจากเทียนถานก็เป็น กำแพงเสียงสะท้อน สถานที่นี้ทั้งเราและตามาเป็นครั้งแล้ว งงๆเหมือนกันว่าไอ้ตรงไหนนะที่มันสะท้อน เอ๊ะแล้วมันสะท้อนยังงัย ที่เคยอ่านคือถ้าเรายืนอยู่อีกฝั่งแล้วเพื่อนอยู่อีกฝั่ง เวลาพูดไปเสียงมันจะวิ่งผ่านไปในกำแพงแล้วไปสะท้อนออกได้ที่ฟังของเพือน ...

ในที่สุดก็หาเจออันที่เราคิดว่าน่าจะใช่ มีคนเล่นกันอยู่หร่อมแหร่ม เราก็อายไม่รู้จะตะโกนว่าอะไรกี ตะโกนภาษาจีน คนจีนก็จะหัวร่อเอาว่าสำเนียงไม่ดี ภาษาอังกิต ตาสมิทส์ แซม และ มิเชลล์ ก็อาจจะอยู่ที่นั่นคอยขำ ถ้าจะตะโกนภาษาไทย พวกนั้นก็อาจจะคิดได้ว่าเรามาจากมองโกลรึทิเบต เพราะไปพูดภาษาอะไรไม่รู้ที่พวกมันฟังไม่ออก ..

ตะโกนไปแบบอายๆ ระหว่างนั้นก็ลองฟังเสียงที่ชาวบ้านเค้าตะโกนเล่นกัน เอ๊ะ เหมือนจะเวิรค์แฮะ ได้ยินๆ ..

(กำแพงเสียงสะท้อน .. ใช่ป่ะ? ตกลงมันคืออันนี้ใช่ป่ะ?)

อันต่อมาซึ่งเป็นอันสุดท้าย เป็น ลานอะไรก็ไม่รู้

มันเป็นลานกลางแจ้งซึ่งตรงกลางมีหินกลมๆก่อนนึง ตาบอกว่าช่าวบ้านเค้าจะขึ้นไปบนลานนี้แล้วตะโกนขึ้นไปบนฟ้า แล้วสิ่งนั้นที่ตะโกน (อธิษฐาน) จะเป็นจริง ..

แต่พอเราไปถึงไม่เห็นจะมีลิงที่ไหนตะโกนเลย เค้าแค่ไปยืนกันแล้วแอ็กท่าถ่ายรูป สงสัยไอ้พวกนี้มันจะไม่รู้ว่าต้องทำยังงัย แม่จะคิดได้อย่างนั้นแต่เราก็ไม่ตะโกนเหมือนกัน แต่ขึ้นไปถ่ายรูปก็พอ ..

(หินก้อนนี้แหละ ที่ต้องไปยืนแล้วตะโกนขึ้นฟ้า ..)

ตอนแรกคิดว่าวันนี้โชคดีที่กล้องทำงานได้ปกติ ตาถ่านเตรียมมาพร้อมอย่างเหลือเฟือ แต่หลังจากผ่านไปผ่านไป ตาเริ่มตระหนักว่ามีอะไรผิดปกติ แล้วเลยได้เจอว่ารูปที่ถ่ายมาทั้งหมดมันถ่ายในโหมดไซส์เล็ก ..

เหมือนจะเป็นปัญหาใหญ่สำหรับตา (เธอกรีดร้อง) แต่เราว่าไม่เป็นไรน่า เพราะว่าหลายต่อหลายครั้งที่ไปเที่ยวแล้วต้องมารวบรูป เราเกลียดนักรูปที่แบบรุปนึง 4 เมก ละเอียดกันได้สุดๆ แต่ไม่รู้จะเก็บไว้ที่ไหน ซึ่งสุดท้ายก็ต้องมาย่อๆให้เล็กๆเพื่อเก็บไว้อีกที .. ดังนั้นเมื่อเป็นรูปเล็กๆแล้วก็โอเคน่า แต่ดูแล้วรู้ว่าที่ไหนก็โอเคแล้ว ..

กลับออกมากได้อย่างปลอดภัยก็จริง แต่เดินในนั้นซะจนทั่วก็ทำให้เราหิวโซ โอยเป็ด อยากกินเป็ด ตอนนี้เวลา 14.00 ได้แล้ว ต้องรีบทำเวลาหล่ะ นัดจองโต๊ะไว้ไม่เกิน 14.30 แบบนี้ไปรถเมลล์ไม่ทันกิน(เป็ด) แน่ๆ ต้องแท็กซี่เท่านั้น ..

ว่าแล้วเราก็ได้ลองแท็กซี่ปักกิ่งก่อนเป็ดปักกิ่ง ตาบอกว่าเราโชคดีมาเลยได้ลองทุกอย่างตั้งแต่รถเมลล์ รถไฟฟ้าไต้ดิน รถแท็กซี่ แล้วก็มอไซค์สามล้อ ..

แท็กซี่มีที่กั้นระหว่างคนขับและผู้โดยสาร เหมือนกะที่เราได้อ่านๆมา .. และโชคเข้าข้างเราในวันนี้ที่คนขับรู้จักว่าร้านที่เราจะไปนั้นอยู่ที่ไหน .. แต่ก็นั่นแหละ เราก็ระแวงด้วยการดูทางตลอดว่ามันจะพาเราอ้อมป่าววะ สุดท้ายไม่รู้เป็นงัย มันขับ(เหมือนจะ)วน จนเราก็เดาไม่ถูกแล้วว่ามันพาอ้อมป่าว แต่ในที่สุดก็พามาถึงที่ด้วยราคา สิบกว่าหยวน ..

 

(ของแท้ต้องมีรูปนี้นะฮะ ...)

เห็นสภาพทางเข้าแล้ว ทุกท่านโปรดลืมไปที่เคยจินตนาการว่ามันคือร้านเป็ดสุดหรูใจกลางเมือง เพราะสภาพเป็นเหมือนร้านขายถ่านในนิยายเรื่องอยู่กับก๋ง จริงๆนะ เห็นสภาพตอนนั้นแล้วไม่รู้เป็นงัย นึกถึงนิยายเรื่องนี้มาทันที เคยอ่านกันใช่ป่าว รู้สึกว่ามีในหนังสือเรียนด้วยหน่ะ ตอนสัก ม.ต้นได้ ..

แต่นั่นแหล่ะ มันต้องร้านแบบนี้แหละถึงจะมีของอร่อยในราคาไม่แพง คิดปลอบใจตัวเองก่อนแล้วก็พากันเดินเข้าไป .. แหม เล็กกว่าที่คิดแฮะ ..

(เป็ดส์ ..)

(ศพเป็ดส์พวกนี้อยู่ข้างๆโต๊ะที่เรานั่งเลย แต่ละตัวนี่อ้วนจริงๆเลย)

มาถึงก็จะเริ่มสั่ง แต่ดูราคาแล้วสะดุ้งเล็กน้อย ราคาเป็ดตัวนึงอย่างเดียวประมาน 120 แล้วปกติเวลาจะกินเป็ดเค้าจะกินคู่ไปกันแป้งแผ่นกลมๆ + หัวหอมผ่าเป็นแท่งๆ + แตงกวาแท่ง + ซอสสูตรเฉพาะ ทั้งหมดนี้เอามาห่อด้วย แป้งที่ว่านั่นแล้วก็กินไป นับเป็น 1 คำ ตะกละมากก็ใส่เป็ดมาก อยากผอมก็เพิ่มผักเอาแล้วแต่ชอบ .. ที่ร้านนี้ ราคาเป็ด 1 ตัวรวมเครื่อง 1 ชุดก็ตก 138 หยวนจีน .. อะไรกันในหนังสือ lonelyplanet บอกว่า 88 หยวน .. เราเลยขบคิดมาว่า มากันแค่สองคน กินครึ่งตัว อย่างมากก็ 60 หยวน แต่เศร้าเลยเพราะเค้าไม่ขายครึ่งตัว .. .. แต่ก็ต้องกิน ไม่กินก็อดตาย เพราะข้าวเช้าก็ไม่ได้กินมา ฮือๆ ..

(นี้คือของที่กินคู่กับเป็ด ในรูปขาดไปอย่างคือ แป้งโรตีกลมๆบางๆ ..)

ปกติเราไม่ค่อนชอบกินผักอยู่แล้ว ยิ่งเป็นผักสองอย่างนี้ต้องขอบาย เลยซัดแต่เป็ดกะแป้ง ตาก็บอกว่าระวังเลี่ยนนะแก หลังจากจานแรกผ่านไปก็เลี่ยนได้จริงๆ จากเป็ด 1 ตัว เค้าแล่แต่เนื้อติดหนัง และหนังติดเนื้อมาได้เป็นสองจาน แรกๆก็ เฮ้ยอะไรกัน เป็ดตัวละ 500 (บาทไทย) แน่ะ ได้ออกมาแค่ 2 จาน ตกจานจะ 250 (บาทไทย) น่ะ จะกินอิ่มมั้ยเนี่ย (ตามประสาคนกะลังหิว) แต่ผ่านไปจานครึ่งก็ทนเลี่ยนเริ่มไม่ไหวละ เราเลยสั่งข้าวเปล่ามาชามนึง คีบเป็ดจุ่มซอสแล้วก็กินกะข้าวร้อนๆเนี่ยแหละ กะว่าต้องกินให้คุ้ม เอาให้มื้อนี้ มื้อเดียวเท่ากะกินสามมื้อเลย ทั้งราคาและความอิ่ม ..

(ฆาตก๊อนๆๆ ..)

(แล่มาได้แบบนี้ 2 จาน)

ไหนๆก็ไหนๆ แค่นี้มันยังน้อยไป เลยสั่งกันมาเพิ่มเป็นซุบโครงกระดูกเป็ด เอามาซดแก้เลี่ยน ซึ่งเจ้าของร้านเป็ดนี้ มองไปทางไหนก็กำไรเห็งๆ เป็ดแล่เนื้อติดหนังไปแล้ว เนื้อติดกระดูกนี่ก็เอาไปทำกับข้าวได้อีก ซึ่งร้านนี้ถ้าเราจะให้เค้าทำกับข้าวต้องจ่ายอีก 20 ต่อจาน เลยไม่เอาดีกว่า แต่ตาบางร้าน เค้าถือว่าเป็นที่โดนแล่แล้วเนี่ยเป็นของเรา แล่เสร็จเค้าก็จะมาถามว่าจะให้เอาไปทำอะไรมั้ย เค้าทำให้ฟรี แน่ะ ร้านดีๆก็มีนะเนี่ย ..

(เรากินแต่เป็ด แต่ว่าหารเท่า 555 ..)

กินเป็ดเสร็จ เช็ดปาก ก็มาถึงเวลาระทึกใจ .. คิดเงินๆๆๆ ..

เสี่ยวเอ้อเดินเอาบิลล์มาวางที่โต๊ะเรา เราเห็นตัวเลขแล้วก็อุทานเบาๆ นี่มันจะบ้าไปแล้ว .. (ถ้าจำไม่ผิด)รวมๆแล้วเกือบๆ 180 ได้ คร่าวหน้าเราจะจำไว้ ถ้ามากินเป็นนี่ต้องพากันมาหลายๆคน ... รึไม่งั้นก็จะต้องไม่มาร้านี้ ..

 

(กินซะเกลี้ยงเลย เงินในกระเป๋าก็เช่นกัน .. อ้อ น้ำชาที่เห็นนั่นต้องซื้อนะฮะ เป็นชารีฟิล กาละ 10 หยวน ..)

ตรงทางออกเราเลยได้เห็นเค้าแปะรูปคนดังๆมากินที่นี่กันหลายคน .. ที่จำได้คือรัฐมนตรีต่างประเทสศของกรีซ เเล้วก็รู้สึกจะมีอีกหลายคนเลย รวมถึงเราด้วย :D

(ถ่ายรูปคู่ไว้ซะหน่อยพองามเพราะรู้สึกว่าจะไม่ได้มาอีกนานเลย ฮ่าๆ.. )

(กับป้ายที่หน้าร้าน เธออิ่ม ..)

กินเป็ดเสร็จแล้ว เป้าหมายถัดไปคือ ไปช๊อบปิ้งซื้อของฝากอีกเล็กน้อยแล้วก็แวะหอตา เอาเป้กะโน๊ตบุ๊ค จากนั้นก็ไปสนามบิน เครื่องออกตอน 20.30 ตอนนี้ประมาน 15.30 ได้ ..

เดินทางต่อไปที่ซื้อของฝากซึ่งอยู่ไกล้ๆกับหอพักตาโดยการเดินไปขึ้นรถไต้ดิน จากนั้น ก็นั่งมอไซค์สามล้อ(อีกแล้ว)

พอถึงเป้าหมายที่ซื้อของฝากเสร็จก็เริ่มมืดแล้วตัดสินใจไปหอตาด้วยการเดินกลับ ทางก็มืดๆ หอก็เก่าๆนิดนึง ลิฟท์เก่าๆ บรรยากาศเหมือนจะถูกหลอกมาฆ่าทิ้ง แต่ก็ถึงห้องตาจนได้ ..

ห้องพักตาเป็นเหมือนอพาทเมนต์ มี 3 ห้องย่อยๆ เรานั่งรออยู่ห้อง(ที่ไม่น่า)นั่งเล่นด้วยความกระวนกระวายใจ เฮ้ย 5.30 แล้ว ตาเข้าไปโหลดรูปจากคอมลงการ์ด และก็จะเรามาส่งต่อให้กะเราเพื่อถ่ายลงคอม .. รูปเราก็อย่างเยอะ 5 โมงครึ่งกว่าแล้ว ชั้นจะตกเครื่องมั้ยเนี่ย ..

ที่จริงน่าจะไปทันเครื่องออก 20.30 อยู่แล้วแหละ แต่ว่าที่กังวลก็คือต้องไปรับกระเป๋าเดินทางที่ฝากไว้ในเวลา 6.30 ก่อน ไม่มีอะไรก็แค่กลัวโดนค่าปรับแค่นั้นเอง แหะๆ เพราะจากที่เคยนั่งขามา ต้องใช้เวลา เกือบชั่วโมงแน่ะ ระหว่างในตัวเมืองกับสนามบิน ..

แต่ไม่น่าจะเกิน 5.40 ทุกอย่างก็เรียบร้อย เราเรียกได้ว่าวิ่งออกมาหาแท็กซี่ เพื่อที่จะไปขึ้นรถเมลล์ต่อไปแอร์พอร์ท .. อ้าว รีบแล้วทำไมไม่แท็กซี่? คือว่าถ้าไปแท็กซี่เนี่ย ค่าแท็กซี่เนี่ยอาจจะเป็นร้อยได้ แต่ต่อให้เค้าปรับค่ากระเป๋าเราที่ทิ้งไว้เกินไป 1 ชั่วโมง อย่างมากถ้าเค้าปรับให้เต็มที่เลยว่าเกินไป 1 วันเต็มก็ 30 หยวนเท่านั้น .. เหมือนจะเป็นเรื่องใหญ่เนอะ ...

พอมาถึงที่ขึ้นรถก็ได้เวลาบอกลาธนิตาสักที เฮ้อ เศร้าเหมือนกันนะเนี่ย หวังว่าจะได้เจอกันที่ต้าเหลียน รึไม่ก็ชั้นกลับมาคราวหน้าต้องมาดูแลชั้นอีกนะ ..

นั่งบนรถไปอย่างกระสับกระส่าย คนที่นั่งข้างๆมันคงคิดว่าไอ้นี่มันเป็นอะไรนักเนี่ย ถ้าเปลี่ยนลงไปขับเองได้มันคงลงไปละ ..

ในที่สุดก็มาถึงสนามบินเราออกจากรถเป็นคนแรกแล้วก็วิ่งไปที่รับฝากกระเป๋า เฮ้อ มาเร็วไป 2-3 นาทีซะด้วยซ้ำ ไม่น่ารีบเล้ย ..

พอได้กระเป๋าก็เข้าไปเช็คอิน แต่เจอเรื่องซวยอีกอย่างนึง คือ ปากกาหาย ทั้งๆที่ตาบอกเราแล้วว่าสนามบินที่นี่มันต่างกะที่อื่น เพราะมันจะต้องให้เราเขียนใบคำร้องเพื่อที่จะขอเข้าไปในโซนเช็คอินก่อน .. ที่ผ่านๆมาไม่เคยจะเห็น เอาหล่ะซิ ปากกาก็ไม่มี .. สนามบินก็ไม่มีปากกาฟรีให้ใช้ด้วย

ระหว่างที่กำลังมองๆว่าจะขอยืมไครดีก็เจอกับคณะทัวร์คนไทย "มาทางนี้ครับ มาทางนี้ .. " ," เขียนเสร็จแล้วก็ยื่นให้เจ้าหน้าที่นะครับ .." เจอเยอะไปหมด ไม่รู้จะขอยืมไครดี .. เราเลือกมาคนนึงดูท่าทางไม่ค่อยเป็นพิษเป็นภัย แต่ไปขอยืม เราเกิดงงว่าจะพูดว่าอะไรดี ถ้าพูดว่าเป็นคนไทย เห็นที่จะต้องอธิบายกันยาว ประมานว่าแหมพ่อหนุ่มมากับทัวร์ไหน? อ้าวทำงานที่จีนหรอ? ก่อสร้างรึว่าเด็กเสิรพ? ลูกเต้ามีรึยังหล่ะ? คิดได้แบบนี้ก็เลยยื่นมือไป ปากขยับว่า แคน ไอ..

พูดได้แค่นั้นแล้วเค้าก็ดึงปากกาแล้วเดินหนีเข้าไปเลย หง่ะ ผมไม่ได้จะขโมย จะแค่ยืม .. พ่อคนไทยน้ำใจงาม ..

พอเป็นแบบนี้เลยเปลี่ยนมาที่แหม่มคนนึง เราเข้าไปดูๆเค้าเขียน กะว่าเขียนเสร็จแล้วจะเป็นโอกาสให้เรายืมละ คือตอนเค้าเขียนเราก็เป็นคนดี ไม่กล้าจะบอกว่าเดี๋ยวแกเสร็จชั้นต่อนะ ก็กลัวรบกวนเค้า เลยมองเฉยๆ .. แต่พอแหม่มเห็นเรามองก็ทำเป็นเขียนแบบหลบๆซะอีก เหมือนกลัวเพื่อนลอกข้อสอบแบบนั้นอ่ะ ..

แล้วเราจะเข้าไปยังงัยเนี่ย .. ว่าแล้วก็เลยเดินๆมันรอบๆนั้นแหละ เผื่อมีไครให้พึ่งพิงได้ และแล้วก็ได้เจอ ปากกาเมจิก แบบที่มีสองด้านอ่ะ หัวใหญ่กับหัวเล็ก เอาวะ นี่แหละ เราเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ ..

ปากกาก็พิการนิดหน่อย หัวเล็กๆ มันบาน เขียนแล้วดันใหญ่กว่าหัวใหญ่ เราลองเสียไปหลายใบ ในที่สุดก็จับทางได้ เอาด้านใหญ่มาตะแคงเขียน เขียนไปก็ระแวงไปกลัวว่าเป็นของไครสักคนเค้าลืมไว้ จะเดินเอาไปเขียนตรงอื่นให้เจ้าของหาไม่เจอเดี๋ยวก็จะว่าเราขโมยอีก ..

พอเขียนเสร็จก็เอากลับไปไว้ที่เดิม คนข้างๆก็มองแปลกๆ ไอ้นี่ สงสัยมันตั้งใจจะลืม ..

เอาเป็นว่าเราเข้ามาได้ถึงที่เช็คอิน คนที่ตรวจตอนแรกๆ ทำท่างงๆหน่อยว่าทำไมใช้ปากกาใหญ่จังฟะ แต่ก็ให้เราผ่านเข้ามาได้ ..

เข้ามาเรื่อยๆจนถึง ที่นั่งรอขึ้นเครื่อง ถึงตอนนี้ก็ได้เวลาโทรร่ำลา เอาเป็นว่าจบในส่วนของปักกิ่งไว้ที่นี่แล้วกันนะ ..

 

 

edit @ 19 Dec 2007 17:25:03 by อะไรดี

edit @ 27 Dec 2007 14:07:31 by Thee

2 night in Beijing.. (part#2)

posted on 12 Dec 2007 12:48 by araidee  in travelling

ขอโทษทีหายไปซะนาน กว่าจะมาต่อตอน 2 ได้ เหอๆ..

 

หลังจากเริ่มต้นเดินด้วยการไปชื่นชมเทียนอันเหมิน จตุรัสที่เคยคิดมาตลอดว่ายิ่งใหญ่มาก แต่พอมาดูจริงๆแล้ว แหะๆ ก็ใหญ่นะ แต่อาจจะน้อยกว่าที่จินตนาการไว้อ่ะ หรืออาจจะด้วยเพราะมีถนนมากั้น ..

 

 

เดินๆอยู่สักพักตาก็ชี้ชวนให้ดูตึกฝั่งข้างๆ จำไม่ได้แล้วว่าเอาไว้ทำอะไร แต่บรรยายจาภาพคือมีป้ายเวลานับถอยหลังโอลิมปิค ตอนไปถ่ายได้จังหวะดีมากเลยเพราะว่าเหลือ เวลาเท่านี้ .

 กลับมาขยายดูแล้วถึงเห็นว่าถ่ายได้เลขตรงกันพอดี เหลือเวลา 258 วัน 10 ชั่วโมง 10 นาที 10 วินาที ..

 

จากนั้นก็เดินต่อกันไป เจอตึกด้านหลังซึ่งเป็นที่เก็บศพของประธานเหมา

 

มีคนจีนต่อแถวเพียบเลยเพื่อจะขึ้นไปดูศพ ตาเล่าว่าได้แค่ขึ้นไปชำเลืองแวบแล้วก็ห้ามถ่ายรูป ซึ่งคนก็เยอะมากเพราะว่าเค้าไม่เก็บค่าดู ... แต่เพราะเราไม่ได้รู้สึกอะไรกะเค้าเลยไม่ได้ขึ้นไปดู ..

 

 

ผ่านมาข้างหลังของข้างหลัง ตรงนี้เรียกว่าเฉียนเหมิน (จากที่จำได้ล้วนๆ ผิดถูกแก้ให้ด้วยน้า ..) ตรงที่มีที่ให้ถ่ายรูปคือสถานีรถไฟเก่า .. แต่จริงๆมันไม่ค่อยจะเก่าเลยนะ หัวลำโพงเนี่ยยังดูเก่ากว่าอีก (ตอนนี้รู้สึกว่าข้างในเค้าตกแต่งใหม่ใช่ป่าว?)

 

ถ่ายๆ อยู่ก็เจอตาแก่คนนึงเรียกให้หลบแล้วเพราะเค้าจะถ่ายรูปให้เมียสาว ด้วยความแค้นเลยถ่ายรูปมันมาด้วย ..

คนจีนที่ที่ท่าทางที่จะถ่ายรูปเนี่ยโคตรตลก เคยเห็นตามฟอเวิร์ดเมลล์กันใช่ป่าว ..

 

แอบถ่ายรูปชาวบ้านเสร็จก็เดินๆต่อมา แล้วก็เกิดเหตุการณ์ซวยเรื่องที่ 1

กล้องตก .. ประมานว่ามันหนาวเราเลยใส่ถุงมือเวลาถ่ายรูป แต่ความรู้สึกตอนนั้นต้องการถอดถุงมือจะได้ถ่ายได้สะดวกๆ แต่จังหวะที่ถอดถุง ..

ถุงดันไปเกี่ยวกะสายคล้องมือของกล้องแล้วก็ ผลั่ว .. ตุบๆๆๆๆๆ.. กลิ้งไปเป็นสิบรอบเลย ที่โชคร้ายคือตอนนั้นกล้องยังเปิดอยู่ส่วนเลนส์ที่ซูมก็ยื่นมาแบบสุดๆ (ก็เพราะเพิ่งซูมไปถ่ายเมียสาวของตาแก่คนนั้น ..) พอมันร่วง (และกลิ้ง) เราหยิบมาเปิดมันก็ไม่ยอมติด .. แถมปิดก็ไม่สนิทดี มีเผยอๆด้วย ..

เอางัยดีฟร่ะ เพิ่งเริ่มเดินไม่เท่าไหร่ก็มาซวย สงสัยวันนี้จะไม่จบด้วยดี ...

ตาก็ปลอบใจด้วยการโชว์ว่า ไม่ต้องวอรี่ ยังมีกล้องชั้นอีกอัน ยังงัยได้รูปสวยๆกลับไป(คุ้มค่าซ่อมแหง๋คร่า ..)

ตอนนั้นเลยเดินเซ็งๆนิดนึง พร้อมๆกับทุบๆตรงเลนส์นิดหน่อย .. เอ๊ะ เปิดติดแล้วนี่ อะไรกัน ..

พอลองถ่ายได้อีกสักหน่อย ลองปิด แล้วเปิดใหม่ไม่ได้อีกละ โอ้ ชีวิต ..

 

แต่ก็ไม่เป็นไร หลังจากนี้ไปจะมาดูรูปจากตากล้องตานะคร้าบ เจ้าตัวออกตัวว่ารูปที่ถ่ายมาเนี่ย เอียงทุกรูปแน่นอน เชิญติดตามนะครับ ..

เริ่มจากมาถ่ายซ่อมกู้กงซะหน่อย เลือกจังหวะไม่มีคนแล้วนะเนี่ย ..

จากนั้นก็เริ่มเดินข้ามสะพานเข้าไปข้างใน พอถึงแล้วเกิดปาติหาน กล้องเรากลับมาใช้งานได้อีกครั้ง โอ้วมันยอดมาก เลยได้ภาพข้างในมานิดหน่อย ก่อนที่จะไปซื้อตั๋วเพื่อเข้าสู่ข้างในจริงๆ (ไหนตอนแรกแกบอกว่าอันนี้ข้างใน) ..

สรุปว่าถ้าอยากเข้าไปเห็นพระราชวังจิงๆต้องซื้อบัตรคนละ 40 หยวน ถ้าเป็นนักเรียนลดได้ครึ่งนึง อ้าวงั้นก็ซื้อบัตรนักเรียนสิเฟ้ย แต่แหมๆ บางทีเค้าเช็คบัตรนักเรียนควบคู่กะบัตรเข้าสำหรับนักเรียน ดังนั้นเลยลดความเสี่ยงด้วยการที่เราซื้อบัตรผู้ใหญ่ซะ 40 แหน่ะ (แปลงเป็นเงินไทยคูน 4.6 นะ บอกไปแล้วไม่จำ) ..

ซื้อมาเสร็จแล้วมีชาวบ้านจะมาหลอกขายบัตรเข้าสำหรับนักเรียนให้เราในราคา 30 หยวน หนอยแน่ะ ไอ้พวกนี้ อาจจะจะแอบเห็นเราคุยกับตาในภาษาอื่นเลยปรี่เข้ามาถาม ..

หลังจากมีบัตรเรียบร้อยก็เดินเข้าอยากภูมิใจ + แอบปลื้มที่กล้องกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง ฮ่าๆ..

 

เข้าสู่ข้างใน (อีกแล้ว) มีทางแยกให้ไปต่อ นั่นคือซ้าย ขวา และ เดินตรงไปข้างหน้า (เพื่อจะไปไหน) เพื่อจะไป "ข้างใน" อันต่อไป .. 

พอเลือกมาทางด้านขวาก็เจอกับสวนหย่อมๆ .. 

 

 

เราเริ่มกันจากเก็บรูปบริเวณนั้นแล้วฉีกออกไปทางซ้ายก่อน ไม่เบาเลย ไม่สวนอยู่ข้างหลัง และตึกอีกหลายหลัง แรกๆก็ตื่นตาตื่นใจอะนะ หลังๆไปเจอแบบอะไรอย่างนี้อีกเป็นสิบๆเลยไม่มีความรู้สึกแล้ว ..

 

 

กลับเข้ามาสู่เส้นทางตรงกลางเพื่อจะเข้าไปข้างในของข้างใน(ของข้างนอกสุดอีกที) เพราะว่าด้านขวาตาเคยไปแล้วบอกว่าไม่มีอะไรเท่าไหร่ เลยตกลงกันว่าเดินตรงๆไปเลยดีกว่า ..

 

เข้ามาถึงข้างใน (เหอะๆ) ข้างในอันนี้ปกติจะมีผ้าคลุมครอบวังที่ใหญ่มากๆอันนึง ที่กำลังก่อสร้างเพื่อให้เสร็จทันโอลิมปิค แต่ตอนนี้เค้าเอาออกแล้ว นัยว่าเกือบจะเสร็จ รึไม่ก็เอาผ้าที่คลุมไปซักบ้าง เราเลยได้เห็นสภาพระหว่างที่ซ่อม (แต่ก็ไม่เห็นมีคนงานที่ซ่อมทำงานนะคับ อาจจะทำกันในตอนกลางคืน)

 

 

 

(ชูสามนิ้วบอกว่าชั้นมาสามครั้งแล้ว ..) 

มาถึงจุดไคลแม็กซ์ เป็นจุดจบของชีวิตกล้องเรา หลังจากยื้อยุดมาได้พักนึง เราก็ใช้งานถ่ายรูปมาได้จนถึงที่นี่ กล้องเราก็ไปต่อไม่ไว้ แฮงค์เอาดื้อๆ ปิดก็ไม่ได้ เลนส์ยื่นๆออกมาอย่างงั้นเหมือนตอนที่ตกลงมาตายใหม่ๆ จะเปิดก็จะมีเสียงดังกร๊อกแกร็กสองทีเหมือนอะไรขัดในนั้น .. เอาหล่ะ สู่สุขติเถิดนะ .. แต่สภาพศพนี่ไม่สวยเลย คือมันตายในสภาพเลนส์ยื่นแบบนั้นเราก็ไม่รู้จะเก็บยังงัย ใส่ซองก็ล้น ในถุงเซเว่นก็กลัวเดี๋ยวถ้ากระแทกหรือตกอีกคราวนี้อาจจะได้เป็นสองท่อน เลยยัดใส่กระเป๋าเสื้อแล้วมันก็ยื่นๆออกมาอย่างั้นตลอดเวลาที่เดินทางต่อ ..

(ภาุพสุดท้ายที่ได้ถ่ายไว้) 

แต่ความซวยไม่จบแค่นั้น และไม่เกิดกะเราคนเดียว กล้องตา ต่อมาไม่กี่นาทีก็งอแงแล้วแจ้งว่าแบตโลว์ๆ สักพักก็แน่นิ่งไป แม้แกะถ่านออกมาถูกันแล้วเขย่าไปมา ก็ไม่ได้ช่วยให้อายุยืดไปถ่ายได้สักกี่รูป สุดท้ายเลยต้องตัดต่อเอาถ่านเราไปใส่กล้องถ่ายรูปตา .. ถึงตอนนี้เรารีถามไว้เลยว่าแล้วเมมโมรี่หล่ะ ใช้ของอะไร กลัวว่าอาจจะซวยเมมเต็มอีก .. แต่โล่งใจได้เพราะทั้งสองเป็นกล้องแคนนอนใช้เอสดีการ์ด ..

(ถังดับเพลิงในสมัยก่อน ..)

เล่ากันยาวไปเลยสำหรับเรื่องกล้อง เอาหน่ะ ต่อมาก็เดินเข้ามาอีกหน่อย แน่นอนว่าเข้ามาข้างในอีกแล้ว ข้างในอันนี้น่าจะเป็นอันสุดท้ายแล้ว เพราะมีตึกต่างๆเยอะมากๆ เพราะกล้องเราไม่มีแล้ว ดังนั้นเราก็เดินไปเรื่อยๆ ตาก็ถ่ายรูปไปเรื่อยๆ เจอไครเค้าถ่ายมุมไหนสวยๆ หลังจากเค้าไป เราก็จะไปถ่ายมั่ง ..

ในที่สุดก็มานั่งกินไก่เป็นอาหารกลางวันตอนเกือบบ่ายโมง เป็นไก่ชิ้นเล็กๆจากแม็คโดนัลด์ที่ตาซื้อเก็บไว้นานมากแล้ว พอเรามาก็ได้โอกาสขุดมากินกัน อิ่มไปเลย ..

(มุมที่ไปแอบถ่ายตามเค้า .. เหมือนจะไม่เอียงนะ ..) 

ต้องขอบคุณมากเลยที่อุตส่าห์ซื้อมาแล้วแบ่งให้เรากิน ตอนแรกคิดว่าเดินเสร็จซักเที่ยงๆแล้วเดี๋ยวออกไปหาก๋วยเตี๋ยวที่ซอยตรงทางออกกิน แต่ปรากฎว่า หายากมาร้านข้าวเนี่ย ถ้ามาคนเดียวอาจจะอดตายได้ เพราะเราก็อ่านไม่ออกว่าอันไหนคือร้านข้าว (คำว่าทางออกยังอ่านไม่ออกเลยอ่ะ เหอะๆ) ..

หลังจากกินโคตรไก่ม่ายตังเหลา(อันกระจิดริด แต่ราคาใหญ่เท่าในรูปที่โคตสะนา) เราก็เดินกันต่อ ..

(ตึกเก่าๆหาได้ยากหน่อย เดี๋ยวนี้เค้าปรับปรุงทาสีใหม่ซะมากมาย ..) 

(ประตูไกล้ๆทางออก ..) 

(กุญแจจีนแบบเก่า กะกุญแจจีนแบบใหม่ แน่ๆว่าเมคอินไชน่า ..) 

วันนี้อากาศค่อนข้างหนาวทีเดียว (สำหรับเรานะ) แดดก็ไม่ค่อยจะมี ถ่ายรูปออกมาก็มีแต่หมอกๆ ..

ในที่สุดก็เดินไปถ่ายไปจนถึงทางออกจนได้ แม้จะเป็นเวลาบ่ายแล้วแต่หมอกยังเยอะเหมือนเดิม พอออกมาแล้วก็เห็นควรว่าจะถ่ายรูปคู่สักรูปนึง (หลังจากถ่ายรูปเดี่ยวๆไปหลายร้อย) เลยมองหาแถวนั้นก็เจอป้าดำคนนึง (คนละตัวละครกับป้าดำที่พักที่เดียวกะเรานะ (เอ๊ะ รึว่าคนเดียวกันหว่า ..)) ไม่ว่าจะอย่างไรก็ได้รูปมา ..

 

 

รอดตายออกมาจากกู้กงด้วยไก่ของตา เป้าหมายต่อไปคือเป่ยไห่ ซึ่งเป็นสวนสาธารณะ .. พร้อมๆกับต้องหาอะไรกินกันตายด้วย .. 

เดินๆมาได้สักพักเลยเจอกับร้านขายของข้างทาง เป็นเหมือนโอเอซิสในทะเลทรายทีเดียว ซึ่งราคาน้ำขวดก็แพงดังทองเหมือนกัน .. สุดท้ายเลยได้แต่ซื้อ แฮมเบอร์เกอร์ มาชิ้นนึง ด้วยราคา 5 หยวน .. (ชั่งใจอยู่นานเลยระหว่างข้าวโพดฝักละ 4 หยวนกะอันนี้) หลังจากซื้อก็กัดกินรองท้องไปเรื่อยๆเลยเริ่งรู้สึกว่าไม่ถูกต้องละ มันเหมือนจะเหม็นๆ เซ็งเลย รู้งี้น่าจะเลือกข้าวโพดต้มร้อนๆ ...

 

(ข้างในเป่ยไห่) 

เดินเข้ามาในเป่ยไห่ด้วยตั๋วที่(ต้อง)ซื้อ น่าจะประมาน 20 หยวนได้มั้ง (อันนี้ลืมจริง) แต่ที่จำได้คือมันเป็นตั๋วที่มี 3 ส่วน ใช้ดูได้ 3 สถานที่ แต่ก็นะ กว่าจะหาว่าแต่ละที่มันอยู่ตรงไหนนี่ก็เหนื่อยเลย เพราะดูจากแผนที่แต่ละทางเข้า - ออก แต่ละทีมันเปลี่ยนไปทุกครั้งเลย เหมือนกับวาดแผนทีคนละที อย่างงั้นเลย ..

มีที่นึงที่ชาวบ้านส่วนใหญ่เค้าจะมากันก็คือเจดีย์ขาว จังหวะที่เรากะลังเดินผ่านทางขึ้นที่นี่ มีกลุ่มแม่ลูกชาวจีนคุยกันบอกว่า "เก็บตังค์ป่าวเนี่ย ถ้าเก็บอย่าไปขึ้นมันเลย (อะไรฟะค่าตั๋วก็จ่ายไปแล้ว *#—……%#¥^%!^#%$!%$)" ในวงเล็บคือเราคิดเองนะ แฮะๆ

(ถ้าต้องเสียเงินอีกต่อ ชั้นก็ไม่ขึ้น ..) 

 

เพราะจับใจความได้แค่นั้น เลยชวนตาไปดูกันว่าต้องจ่ายเงินขึ้นอีกป่าว เดินไปก็เจอซุ้มขายตัวตั๋วอีก เลยคิดกันว่า นั่นงัย มันกะฟันเราแน่แล้ว ไม่เอาดีกว่า ตาก็เคยขึ้นไปดูแล้วด้วยเราเลยบอกว่าผ่านไปแล้วกันเจดีย์ขาวๆอันเดียว ไม่ขึ้นไปดูก็ได้ฟระ เดี๋ยวไปหามุมดีๆแล้วถ่ายรูปคู่กะเจดีย์โดยไม่ต้องเสียตังค์ดีก่า ..

 

(เจดีย์ขาว เจอเป็นถ่าย ..) 

เดินไปสักพักเจดีย์ขาวๆก็โผล่ออกมาให้เราได้แอบถ่ายเป็นระยะ จนในที่สุด ฝันเกือบจะเป็นจริง เมื่อเห็นเป็นช่องทางที่คนทยอยเดินลงกันลงมา .. เมื่อมีทางลง มันก็น่าจะขึ้นไปได้นะ ฮ่าๆ ..

พอเริ่มคิดชั่วแล้วเราเลยปรี่ไปถามซื้มคนนึงที่เดินเซื่องๆลงมาอยากผวา ว่าทางนี้ขึ้นไปได้มั้ย ..

เหมือนซื้มคนนี้จะมีคนมาถามทางแกบ่อยๆเลยยิ้มอย่างรู้ทันแล้วก็บอกว่าก็ได้นะ แต่ขึ้นไปแล้วเอ็งก็ต้องซื้อตั๋ว ..

หง่ะ ท่าทางซื้มคนนี้น่าจะรู้ทันเรา เราเลยเชี่ยๆแกซะแล้วเดินมาบอกผลลัพท์กับตา ..

แต่ก็ตกลงกันเหมือนเดิมว่า "ถ้าต้องจ่ายเงิน ชั้นก็ไม่ขึ้น" ฮ่าๆ ..

เดินไปจนสุดด้านหลังของเดอะเจดีย์ ก็ได้เจอกับอีกทางขึ้นที่ไม่มีซุ้มขายตั๋วข้างล่าง 2 เราเลยเดินขึ้นไปกะว่าไปจะแค่เพื่อถ่ายรูปกะเจดีย์ให้ไกล้ขึ้น คือขึ้นไปเท่าที่ขึ้นได้ถ้าเจอซุ้มเก็บเงินแล้วค่อยลงก็ได้ (วะ)

ปรากฎว่าขึ้นไปได้เรื่อยๆ จนในที่สุด อ้าวถึงแล้วนี่เจดีย์ค้าวขาว เหอะๆ ตอนนั้นดีใจยังกะกล้องเปิดติด รีบบอกให้ตาถ่ายรูปไปเยอะๆ ไหนๆก็ได้แอบขึ้นมาฟรีๆ ..

(ธ่อ นึกว่าได้ขึ้นมาฟรีๆ ...) 

แต่ความจรืงก็คือความจรืง สรุปว่าบัตรเข้าที่มีอยู่สามส่วนนั้น มีอยู่ส่วนนึงที่ใช้กะที่นี่ ซึ่งคนที่ต้องมาซื้อเพิ่มคือคนที่เค้าซื้อบัตรเข้าแบบถูกๆ แค่เข้ามาในสวนเพื่อชมบัวหรือรำไท้เก็กเท่านั้น ..

แต่ก็เอาหน่ะ ไม่ได้ก็ไม่ได้เสียอะไรนี่ เลย เดินขึ้นไปถ่ายรูปอย่างอดอยาก จากที่เคยต้องแอบๆถ่ายจากที่ไกลๆ เฮ้อ ..

จากนั้นลงมาแล้วก็เดินหลงกันรอบนึงก็เพื่อสร้างความมั่นใจ เสร็จแล้วจึงได้เวลาไปต่อยังที่สุดท้ายที่จะใช้บัตรส่วนที่สามที่เราซื้อมา ..

เข้าไปส่วนที่สามนี่ออกจะเล็กๆหน่อย แต่ความน่าสนใจก็มีอยู่ แต่เราก็ไม่รู้อ่ะนะว่าเอาไว้ทำอะไร เหมือนกับว่าจะเป็นศาลเจ้าแฮะ ไครรู้บอกด้วยนะ ..

เดินไปเดินมาจนถึงเก็บสแปร์ได้ครบตามเงินที่จ่ายค่าตั๋ว เริ่มเหนื่อย และหิว ส่วนหนาวนั่นเป็นมาตลอดตั้งแต่เช้า ..

(ระหว่างทางเจอเป็ดปักกิ่ง ..) 

 

(แมวปักกิ่ง ..) 

(และคนปักกิ่งกะกราฟิตี้) 

 

แต่ภารกิจยังเหลือที่การเดินไปดูมังกร 9 ตัวที่แกะสลัก(ปั้น)บนหิน(ซีเมน)แผ่นเดียวที่(ต่อกัน) ... (ในวงเล็บคือความจริง) ..

 

ถึงตอนนี้กล้องตาเริ่มฟ้องอีกแล้วว่าแบตอ่อนๆ เสียดายเหมือนกันที่ผ่านชาวบ้านที่มาฝึกกังฟูแล้วไม่ได้ถ่ายวีดีโอไว้ คือดูแล้วน่าสนใจดี เหมือนกับเป็นครูมวยที่มาฝึกสอนให้กับชาวบ้าน (สัก 50 คนได้มั้ง)

ผ่านคณะรำ(มวย)ไปในที่สุดก็ถึงเป้าหมาย ..

ถ่ายกันได้นิดหน่อยก็มีตัวป่วนแจมมาอยู่ในรูป เฮ้อ หายากมากจะได้อยู่เดี่ยวๆ (คนอื่นเค้าคงคิดแบบเดียวกันเนอะ ..)

 

(เดี๋ยวใช้ โฟโต๊ชอบตัดมันออก .. ไอ้คนฝั่งนั้นมันคงคิดแบบนี้ ..) 

พอออกจากสวนสาธารณะได้ก็มืดๆแล้ว จริงๆน่าจะประมาน 6 โมงได้แหละ ทั้งเหนื่อยมาขึ้นและหิวมากขึ้น ไปหาที่กินข้าวต่อ ..

ดีที่ว่าตอนแรกที่คิดไว้ว่าจะไปต่อคือฉือช่าไห่ซึ่งเป็นบาร์ริมน้ำ ก่อนไปตาก็บอกให้ทำใจไว้หน่อยเพราะมันหนาว อาจจะไม่ค่อยมีคนนั่งข้างนอกตรงริมน้ำกันเท่าไหร่ ..

แต่ก่อนอื่นคือหาที่กินกันซะก่อน ที่ๆไกล้ที่สุดและราคารับได้คือร้านอาหารจีนแคะ ..

อาหารรสชาติจัดว่าแย่ (สำหรับเรา) ราคาก็แพงใช้(ไม่)ได้เลย .. นึกถึงภาพเมนูงูผัดอะไรสักอย่างในเมนูที่ร้านนั้นแล้วก็นะ ถ้าไม่เพราะหิวมากๆคงไม่กินทันทีทันใดแน่ๆ ..

 

พอกินเสร็จ และไม่ค่อยอิ่มก็มาเช่าจักรยานขี่รอบๆฉือช่าไห่ ชั่วโมงละ 10 หยวนต่อคน ปรากฎว่าแรกๆขี่กันอย่างสบายเพราะคิดว่าเวลาเหลือเฟือ แต่ไปๆมาๆมันใหญ่มาก แถมยังมีช่องทางเล็กน้อยชวนให้หลง สุดท้ายกลับมาคืนจักรยานเค้าใช้เวลาน่าจะไม่ต่ำกว่า 59 นาที นับเป็นเรื่องโชคดีเล็กๆอย่างนึง ..

(มุมบังคับที่ตาบอกทุกคนที่เธอพามาต้องบังคับให้ถ่ายที่นี่ .. ) 

ตัดภาพกลับมาที่หวังฝู๋จิ่ง .. หวังว่ายังจำได้ได้นะค้าบ .. 

กลับมาที่นี่อีกครั้งเพื่อจะหาทางกลับไปที่พัก เพราะถ้าตาปล่อยเราไว้ที่อื่นก็ไม่รู้จะกลับยังงัย ดังนั้นคืนนี้เลยเดินเล่นกันอีกรอบ ..

(ถ่ายซ่อมโบสถ์ เป็นรูปสุึดท้ายที่ได้ถ่ายกะหมวก .. หลังจากนั้นก็หาไม่เจอซะแ้ล้ว ..) 

เดินๆๆ ก็ไม่มีอะไรนะ เหมือนที่เคยเห็นเมื่อวานนี้แหละ แต่มีอีกเป้าหมายนึงคือหาที่ซ่อมกล้อง ..

ร้านแรกเข้าไป ยื่นให้ดู ถามว่าแปะ กล้องมันยังงี้ๆ มันตกยังงี้ๆ เค้ารับไปพลิกดู แล้วก็บอกราคา 380 .. เฮ้ยแปะ ทำไมแพงงี้อ่ะ ลดได้ป่าวเนี่ย .. ไม่ได้แม้แต่หยวนเดียว .. ไม่ได้เราก็ไป โหยไม่มีมาดึงแขนเราไว้ด้วยอ่ะ เอ๊ะ รึว่าราคามันไม่แพง ..

ไปร้านที่สองบอก 450 หนักกว่าที่แรกอีก เลยเริ่มคิดแล้วว่ามันต้องคบคิดกับร้านแรกแน่ๆ ถ้าไปที่ใหม่แล้วได้ราคา 500 นี่ แปลว่าใช่เลย มันเป็นเครือข่ายเดียวกันแหงๆ ..

ไปร้านที่สาม รอสักพัก(ช่าง)เบอร์ 11 ออกมารับแขกแล้วก็บอกราคา 500 ลดก็ไม่ได้ เอาวะ ลดไม่ได้ก็ไว้ไปซ่อมในไทยแล้วกันนะ .. อะไรเนี่ย ..

หลังจากเดินตามราคากล้อง ก็เดินเล่นเรื่อยเปือย แต่ไม่ได้ซื้ออะไรสักอย่าง กะว่าเดี๋ยววันรุ่งขึ้นตาจะพาไปซื้อที่ ... (ลืมชื่อไปแล้ว) ประมานว่าเป็นห้างค้าส่งของฝากและสินค้าของใช้ ..

(คนเหล็กราคา 3000 หยวน ..) 

 

แยกกับตาตอนสามทุ่มกว่าๆ ได้ แล้วก็กลับไปที่พักคุกไต้ดินอีกครั้ง ..

ก่อนนอนเอากล้องมาลองอีกครั้ง แหะๆ ยังเปิดไม่ติดแฮะ ..

 

(สุดท้ายถ่ายคู่กะกัวจิงจิง แล้วกลับไปนอนฝันดี ..) 

 

edit @ 13 Dec 2007 18:07:45 by อะไรดี

2 night in Beijing.. (part#1)

posted on 06 Dec 2007 13:04 by araidee  in travelling

อืมม ไม่ได้เขียนอะไรออกมาซะนานเลย สาเหตุก็เนื่องมาจากว่า ทุกอย่างมันเดิมๆ ไม่ค่อยจะได้ออกไปไหน ที่สำคัญคือไม่มีอารมณ์ แหะๆ ..

เอาหล่ะ ถือว่าเป็นเลิกงามยามดี (พิมพ์ผิดนะ หาตัว ร รึ ไม่เจอ) ได้มาอัพเดทอะไรอีกครั้ง ..

เมื่อประมานอาทิตย์ที่ผ่านมา (ไม่แน่ใจว่าแต่ละคนจะได้อ่านกันเมื่อไหร่นะ แต่ ณ วันที่เขียนเริ่มนี้คือ ๒๘ เดือน ๑๑) เราลาพักร้อนแล้วก็กลับไทย ..

ออกเดินทางวันที่ ๒๓ ตอนเย็นถึงกรุงเทพ ๒๕ ตอนประมานตีสอง ..

อาจจะสงสัยว่าทำไมมันนานจังแค่ระหว่างไทยกับจีน นั่นก็เพราะว่าแวะเที่ยวปักกิ่งสองวันระหว่างที่ต้องเปลี่ยนเครื่อง ..

ดูเวลาที่น้อยนิดแล้วดังนั้น ๑ อาทิตย์ก่อนไปปักกิ่งเลยต้องทำการบ้านเต็มที่ เริ่มจากเข้า กูเกิ้ลแล้วก็ค้นหาด้วยคำว่า ปักกิ่ง ข้อมูลส่วนมากก็แบ่งเป็นสองอย่างคือ

- เป็นแพลนที่่พวกบริษัททัวร์เค้าทำไว้โคตสะนาว่าจะำพาไปไหนบ้าง จะไปกินอะไรบ้าง พร้อมประวัติเล็กน้อยถึงปานกลาง ..

- อีกส่วนนึงจะเป็นข้อมูลจากชาวบ้านที่ไปเที่ยวแล้วก็เอามาใส่ๆไว้ให้ชาวบ้านอย่างเราไปแอบอ่าน ..

หลังจากอ่านไปพร้อมกะปรึกษากะเพื่อนคนปักกิ่ง ผ่านไปสี่วันก็สรุปได้ว่าจะไปที่ไหนบ้าง จากที่จำได้คือ

- เทียนอันเหมิน เป็นจตุรัสใหญ่ๆ

- พระราชวังต้องห้าม เคยเป็นที่อยู่ของฮ่องเต้

- เป่ยไห่ เป็นสวนสาธารณะไกล้ๆสองที่ข้างบน

- ฉือช่าไห่ เป็นพื้นที่รอบๆทะเลสาบ เปิดเป็นร้านอาหารและบาร์ เอาไว้ให้หนุ่มสาวจีนมานั่งชิวๆ สี่อย่างนี้คือที่จะไปวันแรก เพราะอยู่ไกล้ๆกันทั้งหมดเลย ส่วนวันที่สองนี่คิดหนัก มี พระราชวังรึดูร้อน กะวัดลามะ ทดเอาไว้ในใจ กะว่าจะเลือกสักที่นึงเพราะมันอยู่ห่างกัน กลัวกลับไปไม่ทันขึ้นเครื่องตอน สองทุ่มครึ่ง ถ้าเกิดเลือกไปอย่างนึงก็อาจจะไปแวะดูมหาลัยปักกิ่ง รึว่า มหาลัยชิงหัว กะว่าไปถึงแล้วค่อยคิดเอา ..

สุดท้ายสิ่งที่ตั้งความหวังไว้อีกอย่างคือเป็ดปักกิ่ง เหอะๆ ทั้งหมดนั่นคือสิ่งที่คิดไว้ก่อนจะไปปักกิ่ง ..

ยังมีอีกสองที่ที่ชาวบ้านเค้าไปกันคือกำแพงเมืองจีน กับเทียนถาน อืม อันแรกมันต้องนั่งรถออกไปนอกเมือง เลยกะว่าเอาไว้คราวหน้า ไม่งั้นก็ไปขึ้นดูเอาตามหัวเมืองอื่นๆ (คือเราสามารถขึ้นไปดูได้จากทางขึ้นที่เมืองอื่นๆด้วย เพราะกำแพงมันพาดผ่านหลายๆเมือง)

ส่วนเทียนถาน เป็นที่ประมานว่า้เอาไว้ให้ฮ่องเต้เค้ามาบูชาสวรรค์ อันนี้เพื่อนชาวปักกิ่งบอกมาว่าไม่เห็นมีไรเลย แต่เป็นโดมก้อนเดียวที่ทำึตกแต่งใหม่ซะแล้ว ก็เลยเชื่อตามนั้นอ่ะ ไว้คราวหน้าค่อยไปแล้วกัน ..

 

ถึงปักกิ่งวันที่ ๒๓ ประมาน ๕ โมงครึ่ง แต่กว่าจะไปหากระเป๋าแล้วหาทางออกได้ก็เกือบหกโมงครึ่ง จากที่นัดแนะไว้กะสาวคนนึงที่ปักกิ่งว่าให้มารับ (หาที่พักและพาชั้นเที่ยว) ในที่สุดก็เจอกันจนได้ เค้าคนนั้นก็คือ หมวยตาตี่ เพื่อนลาดกระบัง ..

ตาเปลี่ยนไปนิดนึง แต่เราก็จำได้ มาดักรอเราอยู่คนเดียว เฮ้อ ตอนแรกคิดว่าจะมีไครพามาแนะนำให้รู้จัก :(

อ่ะ แต่ก็ไม่เป็นไร ณ วันนั้นอย่างแรกคือขอที่นอนสำหรับคืนนั้นก่อนแล้วกันนะ ..

ด้วยข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต มีห้องพักถูกๆอยู่ที่ถนน หวังฟู๋จิ่ง เลยเลือกรถสายที่ไปจอดไกล้ๆแล้วต่อรถไปหาที่พัก เกือบสามทุ่มค่อยถึงที่พัก มันเป็น youth hostel ที่ห้องพักอยู่ลึกลงไปชั้นใต้ดินชั้นที่ิ 4 ยังดีหน่อยมีลิพท์ให้เราลงไป ข้อดีของการมีลิพท์ ฟังแล้วเหมือนจะหรูหรา แต่ข้อเสียคือไม่มีบันได ถ้าไฟใหม้ขึ้นมาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะขึ้นไปได้งัย :D ราคาที่เค้าบอกคือ 80 ต่อรองได้เท่าๆกะที่ชาวบ้านโพสไว้ตามเน็ทเลยคือ 70 หยวนจีน

ตอนแรกแอบคบคิดกะตาว่าจะหาเหตุผลวิธีการใดมาต่อรองราคากะมันดี ประมานว่า ..

- วันนี้ดึกแล้วแกลดให้ชั้นหน่อย ไม่รู้เหมือนกันว่ามันตอบมาว่าอะไร แต่น่าจะประมานว่าแล้วแกมาซะดึกทำไม

- ชั้นเป็นนักศึกษา อันนี้คิดว่าจะบอกแต่ถอดใจซะก่อน ดีแล้วไม่ได้บอก เพราะภายหลังต้องเอาวีซ่าให้มันดู มันวีซ่าทำงานชัดๆ

- ชั้นจะอยู่ตั้งสองคืน อันนี้บอกแล้วมันก็ว่า ชาวบ้านเค้ามาอยู่เป็นเดือนก็ราคานี้แหละ เศร้า ..

ไปๆมาๆ พูดอะไรไปก็เท่านั้น มันอ้างว่าหอพักนี้มีสาขาเยอะแยะดั่ง เซเว่นอีเลพเว่น ราคาเลยมิใช่ว่าจะลดให้ได้ เหอะๆ เจ็ดสิบก็เจ็ดสิบฟะ .. (ราคาคิดเป็นบาทไทยคูณ สี่จุดหก)

ตอนลงไปดูที่พักก็คิดหนักนิดนึงว่าจะทิ้งเป้ไว้ในห้องดีรึเปล่าว้า พอดีว่า(ไม่น่า)เอาโน๊ตบุ๊คมาด้วยแถมยังมีของ(มีค่า)ที่เพื่อนคนไทยที่ต้าเหลียนฝากกลับไปกรุงเทพอีก ไปๆมาๆ ตาก็บอกว่าเอาไปเหอะ เสร็จแล้วทิ้งไว้หอชั้น ไว้จะกลับค่อยแวะไปรับตัว เพราะดูจากสภาำำพห้องดูไม่น่าไว้ใจเท่าไหร่ ซึ่งก็ถือว่าตัดสินใจถูกแล้ว เพราะกลับมาห้องอีกทีเจอป้ายแปะหลังประตู (ต้องปิดห้องถึงจะเห็น)ว่าจะไม่รับผิดใดๆทั้งสินถ้าของหาย เหอะๆ เกือบไปแล้ว ..

พอออกจากที่พักก็ไปเดินหวังฟู๋จิ่งกันตอนสามทุ่ม ซึ่งเป็นเวลามาตรฐานที่ชาวบ้านเค้าเดินกัน เลยได้เจอกับคณะทัวร์ไทย แต่ก็ไม่ได้ไปทักทาย แอบเนียนว่าเป็นคนจีน เหอะๆๆ ต่างกะตอนอยู่ต้าเหลียน ถ้าเห็นคนไทยเอ๊าะๆนี่ เราต้องรีบปรี่เข้าคุยทำความรู้จัก อาจจะเพราะเค้ามากันเยอะเกิน และเอ๊าะๆไม่มี

หวังฟู๋จิ่งเป็นถนนคนเดินชื่อดังของปักกิ่ง จริงๆแล้วเราก็ไม่เห็นจะมีอะไร เป็นเหมือนถนนที่มีห้างมาตั้งรวมๆกัน ซึ่งที่จริงจะมีประวัติที่มายังงัยนั้นก็ไม่รู้เหมือนกันแหะ แต่เราว่าไปเดินข้าวสารยังมีอะไรให้ดูมากกว่า :D

 

(รูปประตูที่ถนนหวังฟู๋จิ่ง เข้าไปในนั้นจะขายของกินแปลกๆหลายอย่างเลย ..)

 

 (ตากะลังมองๆ มีทั้งตะขาบ ปลิง แมลงสาบทอด)

 

(หลังจากเดินเสร็จจากถนนก็เดินต่อไปที่โบสถ์เก่าๆ ว่ากันว่าไครมาถ่ายรูปแต่งงานที่นี่แล้วก็จะอยู่กันยืดยาว)

 

(รูปแบบชัดๆของตา)

กลับจากหวังฟู๋จิ่งก็นัดแนะกับตาว่าวันพรุ่งนี้มาเจอกัน แปดโมง จากนั้นก็ปล่ิอยตัวตากลับหอไป เราเองก็แยกเดินกลับหอ(ถูกๆ)มา ถึงที่พักตอนเกือบห้าทุ่ม ..

ระหว่างที่กดลิำฟท์รอเพื่อลงไปข้างล่าง ตรงแผนกต้อนรับก็มีการเถียงทะเลาะกันนิดหน่อย ระหว่างหมวยรีเซพชั่น กะป้าดำ ป้าดำเป็นคนนิโกร แต่ฟังจากสำเนียงน่าจะมาอเมริกา จับใจความได้ว่าป้าแกอยู่มาหลายวันแล้ว ถึงวันนี้ต้องการเช็คเอ๊าท์ เลยจะขอมัดจำคืน แต่หมวยน่าจะพูดประมานว่าแกอยู่มาเกินจำนวนเงินที่จ่ายไว้ตอนแรก เลยเถียงกัน ต่างคนต่างจะให้อีกฝ่ายจ่ายให้ ..

เถียงกันสักพักก็หมวยก็เริ่มด่าเป็นภาษาจีน ป้าดำฟังไม่รู้เลยก็โบกมือบอกว่า ก๊อดเบลสยูๆๆ พอดีลิำฟท์มาพอดีเราเลยรีบหนีมาก่อน แต่ในใจเริ่มคิดแล้ว ว่าเวลาเราออกหล่ะ มันจะมีอะไรแบบนี้ป่าว *** (ตรงนี้ดอกจันไว้ เดี๋ยวมีอะไรเล่าต่อภายหลัง) ..

เริ่มต้นเช้าวันแรกในปักกิ่ง ด้วยความกระวนกระวายใจนิดนึง คือ มือถือลงไปอยู่ชั้นสี่แล้วสัญญานมันขาดๆ มันเลยหาสัญญานทั้งคืนเลย มาตอนเช้าเหลือแบตอยู่ ครึ่งเดียวเอง เลยได้ความรู้ใหม่จากตาว่าให้ปิดเครื่องเพราะแบบนี้มันจะสูบแบตอย่างเยอะ ..

(ตอนเช้าไม่ค่อยมีคน ทั้งที่ปักกิ่งและต้าเหลียนเวลาข้ามถนนใหญ่ๆเค้าจะสร้างเป็นอุโมงค์ให้เดินลอด )

(อาจจะเห็นว่าถนนเค้าสะอาดๆ ถามคนจีนเค้าบอกว่าเพราะช่วงนี้กำลังโปรโมทเกี่ยวกับโอลิมปิค ทุกอย่างเลยออกมาดูดี ..) 

 

อาจจะเพราะว่าออกไปเร็วนิดนึง พอโทรหาตา เลยมีการนัดแนะกันใหม่ว่าให้เดินไปรอที่เทียนอันเหมินแล้วเดินเล่นไปก่อนได้เลย ฮ่าๆ เข้าใจๆ เิดินไปอย่างหนาวๆ เหงาๆ ผ่านไปสองป้ายรถเมล์ก็เริ่มเห็นคนเดินกันเป็นกลุ่มๆ ใช่แล้ว ถึงจนได้ เทียนอันเหมิน เทียนอันเหมินเป็นจตุรัสที่ใหญ่ที่สุดในโลก อยู่ไกล้ๆกับกู้กงหรือ พระราชวังต้องห้าม ห่างกันแค่เพียงข้ามถนน ตามข้อมูลระบุว่าจุคนได้เป็นล้่าน ..

 

 

 (ในที่สุดก็ถึงแล้วพระราชวังต้องห้าม กู้กง)

 

 

 

(ของแท้ต้องมีประธานเหมา)

 

(ไอ้ยามคนเมื่อกี้ เดินมาเข้ากล้องอีกแล้ว ..)

(ในที่สุดก็ได้รูปไม่มียาม 555) 

พอถึงแล้วเราก็ด้อมๆมองๆเดินถ่ายรูปแถวนั้่น ถ่ายไปจนไม่รู้จะถ่ายอะไร ก็คิดจะหาที่นั่ง แต่ถ้านั่งเฉยๆก็จะหนาวก็จะต้องเดินไปมา แต่เดินไปมาก็อาจจะหิว โอ๊ย จะทำอะไรดีเนี่ย ..  

ระหว่างคิดอย่างกระสับกระส่าย ตาก็โทรมาพอดี แล้วก็มากับถุงเซเว่นและของกินในนั้น เอาละ ได้เริ่มเดินจริงๆจังๆแล้ว ..

 

(พอตามาแล้วก็ได้ถ่ายรูปตัวเองสักที.. อันนี้เป็นรูปหมู่)

 

(อันนี้รูปเกือบจะเดี่ยวๆ)

(พอข้ามทางลอดมาฝั่งเทียนอันเหมินก็หันกลับไปถ่ายรูปเต็มตัวอีกครั้ง)

ขอจบแค่นี้แล้วกันนะสำหรับ ตอนที่ 1 ไว้ตอนที่สองจะเดินเทียนอันเหมินและเหตุการณ์ต่อๆไป

edit @ 7 Dec 2007 14:07:08 by อะไรดี