travelling

Skiing

posted on 27 Feb 2008 10:19 by araidee  in travelling

หลังจากดองไว้ซะนานจนเค็มปี๋ ในที่สุดก็ได้มาเล่าเกี่ยวกับการเล่นสกี ..

เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้เล่น พอดีมีโปรโมชั่นของรีสอร์ทสกีมาโคสะนาที่บริษัท 5 ชั่วโมง 120 หยวน .. (แปลงเป็นไทยคูณ 4.6 ต้องบอกอีกแล้ว) ..

นัดเจอกันแถวใกล้ๆบริษัทนั่นเอง ทางรีสอร์ทมีรถมารับ นั่งไปครึ่งชั่วโมงก็ถึง เวลาประมาน 4 โมงแล้ว ..

อาจจะเพราะเค้ากะเวลาให้เราได้ใช้ 5 ชั่วโมงในตอนเย็น เลยสามารถคิดราคาถูกได้ .. ซึ่งข้อดีของการเล่นช่วงเวลานี้ไม่มีเลย หนาวก็หนาว เพราะอากาศเริ่มเย็นลง คนก็มากันมากขึ้นเรื่อยๆ ..

ตอนอยู่บนรถโดนเป่าหูว่าต้องไปเช่าชุดนะ 30 หยวน .. แต่เราก็ไม่เชื่อ เพราะเสื้อกันหนาวเราซื้อมา 99 หยวนเองนะ .. เลยไม่ต้องเปลี่ยนอะไรมาก แค่เปลี่ยนรองเท้า ..

ใช่แล้วรองเท้าเป็นอะไรที่ต้องเปลี่ยน (โชคดีที่ไม่ต้องเสียค่าเช่าเพิ่ม) สาเหตุก็เพราะว่าอุปกรณ์ที่ใช้มันต้องใช้รองเท้าที่เป็นการเฉพาะ เพื่อยืดเท้าเราไว้ให้ล๊อกติดกับแผ่นเลื่อนๆ ทั้งสอง ..

(เข้าใจใช่มั้ยว่าเราจะถ่ายแค่รองเท้า ..)

 

มีอยู่สองอยากให้เลือกเล่น อย่างแรกเป็นสกีแบบมาตรฐาน อีกอันเป็นสโนว์บอร์ด .. แน่นอนว่าเราเลือกอันแรก แหะๆ ..

(อุปกรณ์ .. ที่เห็นนั่นคือสำหรับสองคนนะจ๊ะ ..)

(อันนี้บรรยากาศข้างในที่เราไปเบิกรองเท้า และอุปกรณ์ .. เหมือนจะไม่ค่อยมีคน .. ใช่สิ คนมันลงไปเล่นสกีกันหมดแล้ว ฮือๆ) 

จากนั้นก็ได้เวลาไปเล่นกันจริงๆแล้ว .. รองเท้าที่เปลี่ยนนี่เดินยากมาก  เพราะว่าหนัก และพื้นรองเท้าก็ไม่เรียบ มันจะคล้ายๆกับใส่รองเท้าโรลเลอร์เบลดนั่นเอง แต่จะไม่ลื่นขนาดนั้น พอโขยกเขยกพาตัวเองไปสู่หิมะได้แล้วค่อยเห็นความสำคัญของรองเท้านี้ เพราะเดินบนหิมะหนาๆ นี่ไม่รู้สึกหนาวเลย แถมเพื่อนเดินมาเหยียบเท้าก็ไม่เจ็บด้วย ..

(ต่อคิวออกไปเจ็บตัว ..)

กว่าจะไปยังลานหิมะก็ 5 โมงได้แล้ว เรารีบจัดแจงถ่ายรูปไว้ก่อนที่แสงจะหมด แต่ก็ได้มานิดหน่อย เพราะความอยากจะเล่นมันมีมากกว่า ..

มีบริการสอนด้วย คิดเป็นชั่วโมง แต่ด้วยความงก เราก็ดูๆชาวบ้านเค้าเล่นกัน แล้วก็ถามๆเพื่อนๆเอา ก็พอเอาตัวรอดได้อยู่ ..

ที่นี่มันจะมีอยู่สามระดับ .. อันแรกเป็นของคนหัดใหม่ สโลบจะประมาน 20-30 องศา

ระดับที่สอง จะประมาน 45 องศา และอันที่สุดท้าย เราดูๆด้วยตาน่าจะสัก 60 องศาได้ ..

แน่นอนว่าเราไม่เปรี้ยว เลยเริ่มต้นที่ระดับแรกเลย ..

การขึ้นไปเล่นต้องไปต่อคิวแล้วขึ้นทางเลื่อน .. คล้ายๆบันไดนั่นแหละแต่มันไม่มีขั้นๆ .. นึกๆแล้วก็เสียเวลาจริงๆ ต่อคิวขึ้นไปรอประมาน 10 นาที พอตอนเล่น ลงมาไม่ถึงนาทีก็ถึงแล้ว .. ไม่คุ้มๆ ..

 (ทางเลื่อนขึ้นๆ .. หรือทางเลื่อนๆขึ้น หรือทางขึ้นเลื่อนๆนั่นเอง ..)

 

 

 (พอขึ้นมาถึงแล้ว ..)

 (อะไรกัน ยังไม่ได้ล้มเลย ..)

พอคิดได้แบบนี้ก็เลยชวนเพื่อน(เพื่อนงัย) ไปเล่นที่ระดับกลางกัน ..

ตอนดูๆเค้าเล่นกันก็ไม่เท่าไหร่ แต่พอจะไปเล่นจริงๆแล้วเนี่ย ดันเจอปัญหาอีก ..

เพราะว่าการขึ้นไปคราวนี้มันไม่มีทางเลื่อนแล้ว เค้าจะใช้เป็นกระเช้าลอยขึ้นไป .. ซึ่งเราก็ไม่เคยมาก่อนเลย .. ไม่รู้ด้วยว่ามันไม่จอด คือพอเห็นมันเข้ามาใกล้ๆแล้วก็พาตัวเองเข้าไปจ่อ กะให้แม่น แล้วก็ค่อยๆหย่อนก้นนั่ง .. รอบแรกสุดเราก็ไม่รู้ พอมันมาใกล้ๆเราก็เข้าไปยืนไม่รู้ไม่ชี้ กะว่าให้มันหยุดก่อนค่อยนั่ง .. ปรากฎว่ามันเลยกระแทกเราจนนั่งลงจนได้ แล้วก็ค่อยๆพาเราลอยขึ้นไป ..

พอค่อยๆขึ้นนึกว่าจะโอเคแล้ว แต่ด้วยความไม่รู้ เราก็ไม่ได้ครอบตัวล๊อก .. ตัวล๊อกจะอยู่ที่เหนือหัว ต้องดึงมันลงมาแล้วเอาขาเกี่ยวไว้ .. เพื่อนที่มาด้วยกันก็ร้อนใจ โวยวายใหญ่เลยเพราะกลัวเราจะตก .. มันก็ไกลกันนะ เลยฟังไม่เข้าใจว่าเค้าพูดอะไร เราก็ได้แต่เกาะแกนข้างๆไว้เพราะกลัวตก .. น่ากลัวสุดๆเพราะตอนนั้นมืดแล้ว ถ้าตกลงไปนี่น่าจะได้พักงานหลายเดือนเลย ..

ในที่สุดก็เหมือนจะรอดมาได้ .. แต่ก็ไม่แค่นั้น .. ตอนที่จะลงจากกระเช้ามันก็ไม่ยอมจอดให้ เค้าจะให้เรากระโดดนิดนึงแล้วใช้ไม้สกีค่อยๆยันตัวออกมา .. ถ้าช้าหรือว่าล้มก็จะโดนกระเช้าอันถัดไปกระแทก .. และก็จะโดนคนที่คุมอยู่ด่า .. ประมานว่าเล่นไม่เป็นแล้วถ่อขึ้นมาทำไมฟระ .. น่าน

หลังจากโดนด่าไปครั้งแรก เราก็มาจดจ่ออยู่ที่ความชันประมาน 45 องศา .. หูย มันน่ากลัวกว่าที่เห็นข้างล่างเยอะเลย .. และมันก็น่ากลัวมาขึ้นเมื่อต้องสกีลงมา ..

เพราะว่าที่เล่นอันแรกมันต่ำๆ เราเลยรู้แค่ว่าจะทำยังงัยให้เราลงมาได้เร็วๆ แต่อันนี้มันไม่ต่ำเลย การเล่นครั้งแรกเราลงมาได้ครึ่งก็เริ่มเอียงๆ อะไรฟะ ที่เคยเห็นในทีวีเค้าเหมือนกับจะต้องใช้การเทน้ำหนักลงบนขาใดขานึงเพื่อให้มันเลี้ยวไปเลี้ยวมานี่หน่า .. ว่าแล้วก็ลองเลย .. ได้ผลเลย ปรากฎว่าเอียงมากกว่าเดิมอีก แล้วก็ลงมาเร็วเกินด้วย ในที่สุดก็ล้มกลิ้งเลย .. อาย ..

ดีหน่อยที่ร่างกายไม่มีอะไรเสียหาย เพราะไปติดอยู่ที่ตาข่ายด้านข้าง .. และโชคดีที่ไม่มีไครมาซ้ำ .. แต่ก็ไม่เข็ด กะว่าต้องลองอีกที ..

ตอนจะลุกขึ้นนี่ลำบากมากๆ เพราะที่ขาก็แผ่นสกีติดอยู่ แล้วจะยืนนิ่งๆก็ไม่ค่อยจะได้ เพราะมันจะลื่นลงไปอยู่เรื่อย .. ในที่สุดก็ค่อยๆลงไปแล้วขึ้นมาอีกรอบจนได้ .. เย้

คราวนี้ต้องไม่พลาดแล้ว ถามเพื่อนก่อนเลย ทำยังงัยให้ลงมาช้าลง จะได้มีเวลาลองเลี้ยวซ้ายขวา .. เพื่อนบอก กางขาออกกว้างๆงัย .. แล้วต้องเกร็งๆขาไว้ด้วย

รู้แบบนี้แล้วเลยลงมาได้เป็นธรรมชาติหน่อย .. แต่เฮ้ย ไอ้คนที่ลงมาก่อนเรามันดันล้ม เอางัยดี จะเลี้ยวหลบด้านไหนดีหว่า .. ตอนนั้นคิดไว้ว่าต้องหลบไม่พ้นแน่ๆเลย เตรียมตัวได้อายอีกรอบแน่ๆ ..

และก็หลบไม่พ้นจริงๆ เราไปเกี่ยวเราขาเค้าแล้วก็ค่อยๆลอยไปตกเลยเค้าไปประมาน 2 เมตร แต่ก็ไม่ไหลไม่หยุด ต้องเอามือจกหิมะไว้ .. กว่าเราจะหยุดได้ที่ เจ้าคนที่ทำเราล้มก็ลุกได้แล้วก็รีบมาถามอาการ ..

เล่นต่ออีกมั้ย .. พอได้แล้วมั้ง ครั้งหน้าอาจจะไม่โชคดีอย่างงี้ ถ้าไม้สกีมันเสียบโดนไครเข้า หูย ไม่อยากคิด ..

(ช่วงที่ไปเล่นอันกลางมันจะมืดๆแล้วนะ เลยไม่ได้ถ่ายรูปเพิ่มเลย ..) 

 

และว่าคนก็เยอะขึ้นด้วย เราเลยลงไปกินข้าวก่อน ประมาน ทุ่มนึงได้แล้ว ..

กำหนดการคือรถจะออกตอนสามทุ่ม หลังกินข้าวเลยไปเล่นต่ออีก แหะๆ ต้องให้คุ้ม ..

แต่คราวนี้ขอเปลี่ยนมาลองสโนว์บอร์ดมั่ง .. เห็นชาวบ้านเล่นกันแล้วมันเท่ดี ..

แต่ตอนเราเล่นที่ไม่เท่เลย เพราะไม่รู้เหมือนกันว่ามันเล่นยังงัย ค่อยๆ ปล่อยตัวลงมา ล้มไปหลายครั้งมากกว่าจะถึงข้างล่าง ..

ตอนช่วงนี้คนก็เริ่มเยอะมากๆแล้วด้วย เลยหยุดไว้เพียงเท่านี้ แล้วก็เตรียมตัวกลับบ้าน ..

 

( ตอนกลับบ้านก็มาถ่ายรูปที่ทางเข้าไว้ซะหน่อย .. )

 

edit @ 28 Feb 2008 17:19:15 by Thee

edit @ 28 Feb 2008 17:59:41 by Thee

23 Hours a day ..

posted on 03 Jan 2008 14:28 by araidee  in travelling

กลับมาอีกแล้ว หนึ่งอาทิตย์พอดิบพอดี ตอนนี้คงเป็นตอนสุดท้ายแล้วมั้งกับเรื่องที่เล่าแบบย้อนกลับไป ..

อาทิตย์หน้าคงจะกลับไปสู่ความจริงในช่วงเวลาปกติกันอีกครั้ง .. ฟังแล้วเหมือนเบื่อๆเนอะ ..

 

เรากลับจากบ้านเข้ามากรุงเทพในคืนวันศุกร์ ..

มีอะไรให้ต้องทำเยอะมากในระหว่าง 2 วันนี้ .. เครื่องจะออกวันอาทิตย์ตอนเที่ยงคืนกว่าๆ ... เหลือเวลา 50 ชั่วโมงกว่าๆ กับสิ่งที่ต้องทำคือ ..

- เจอเพื่อนๆ 3 กลุ่ม ..

- ไปนำของที่เพื่อนจากจีนฝากกลับมาให้คนที่ไทย 2 ราย ..

- ไปนำของที่เพื่อนจากไทยซื้อกลับไปให้เพื่อนที่จีน 1 ราย ..

- ซื้อของฝากเพื่อนที่จีน ซื้อพวกอาหารแห้งให้ตัวเอง ..

แจกแจงออกมาแล้วเหมือนจะไม่เยอะ แต่ต้องมาจัดเวลาดีๆหน่อย ดังนั้น เลยเริ่มจากเจอเพื่อนกลุ่มแรกที่ข้าวสารตอนกลางคืนวันศุกร์ ไม่ได้มาซะนานเลย เสียดายที่กล้องเราไม่มีแล้ว ถ้าอยากดูรูปคงต้องเข้าไปใน hi5 นะฮะ .. อ๊ะ อาจจะงงกัน เอ๊ะแกมี hi5 กะเค้าด้วยหรือ .. มีนะฮะ สมัครไว้ตั้งนานแล้วแต่ไม่ค่อยจะได้อัพเดท .. เพราะว่าขี้เกียจนั่นเอง ..

 

เพราะว่ากลางคืนกินแอลกอฮอล์ เลยตื่นมาค่อนข้างสายหน่อย ไปรับกล้องจากเพื่อนเก่าสมัยโรงเรียน พอจ่ายค่ากล้องให้เค้าค่อยตระหนักว่าเงินทองมีน้อย ต้องใช้สอยอย่างประหยัด บัตรเอทีเอ็มก็ไม่มีแล้ว

เหลือเงินอยู่สัก 2200 ได้มั้ง คิดไว้ว่าต้องจ่ายค่าอะไรสักอย่างที่สนามบิน 700 แล้วต้องกินข้าวกะเพื่อนๆ 2 มื้อ น่าจะประมาน 500 .. เหลือ 1000 นึงไว้ช๊อปปิ้ง น่าจะพออยู่นะ แต่จริงๆแล้วมันไม่ใช่แบบนั้น .. 

 

นัดกับเพื่อนรอยเตอร์ไว้เที่ยงๆ .. กลายเป็นว่าเรามาซะคนแรกเลย สถานที่คือ ซิสเล่อร์ตรงสยามดิส .. (เอ๊ะ เค้ายังเรียกชื่อนี้กันอยู่รึเปล่าฟะ ..) ซิสเล่อร์เป็นอะไรที่เรากินแล้วไม่เคยจะคุ้มเลยกับสลัดผัก แต่การที่กินแล้วไม่เจอหนอนก็น่าจะเรียกว่าคุ้มได้แล้วถ้ามองโลกในแง่ดี ..

มี วิน หนุ่ย อุ๊ก แชมป์ พี่สุ และยังมีพี่โรจน์มาแจมอีก

 

ตอนบ่ายๆไปจตุจักร เพื่อซื้อของและส่งของให้เพื่อนที่เพื่อนที่จีนฝากมา .. เหมือนจะคิดผิดที่นัดเค้าไปเจอกันที่ตรงหอนาฬิกาในจตุจักร แต่ในที่สุดก็เจอกัน และสิ่งที่ไม่คาดคิดก็คือ .. เค้าฝากของกลับไปที่จีนให้เพื่อนเค้าด้วย .. แอบกังวลนิดนึง .. ถ้าน้ำหนักเกิน .. ชั้นจะมีเงินเหลือจ่ายค่าปรับมั้ยเนี่ย .. 55

หลังจากส่งของและรับของก็ได้เวลาเดินซื้อของ เราได้เทียนหอมในกะลามาพร้าวหน้าตาประมานนี้ ..

 

และได้ปลอกหมอนผ้ารูปช้างไทย ..

เทียนหอมนั้นไม่เท่าไหร่ เฉลี่ยอันละ 10 บาทเท่านั้น แต่ปลอกหมอนนี่ดิ หาอยู่ตั้งนาน ตอนแรกบอกชิ้นละ 120 เราต่อไปต่อมา จนซื้อ 2 ชิ้นได้ในราคา 170 แต่ออกมาข้างนอกเห็นเค้าขายอันละ 50 เอง เศร้าเลย นึกว่าที่จีนพ่อค้าจะน่ากลัวสุดแล้ว พ่อค้าไทยก็ใช่ย่อย ฟันเราหัวแบะเลยเช่นกัน ..

ออกมาจากจตุจักร เลือดอาบเลย .. แต่ก็ยังมีแรงไปเดินต่อที่สวนลุมไนท์ (นัดกับคุณอั้ม 55) ..

ตัดกลับมาที่วันรุ่งขึ้น เป็นวันสุดท้ายแล้ว วันนี้ยังต้องมีอะไรให้ทำต่ออีก ..

เริ่มจากตื่นเช้ามากๆ 6.30 เพื่อจะไปสำเพ็ง เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องสำเพ็ง แต่จะต้องไปซื้อต่างหู (อย่างเยอะ) กลับมาฝากเพื่อนที่จีน .. (ผู้หญิงนะ) ..

ไปถึงตลาดประมาน 7 โมงได้ แต่ทว่า เดินได้สัก 10 นาทีก็เริ่มมีคนเก็บร้าน ... เราเลยจะเดินกลับ .. แต่ระหว่างเดินกลับ ก็มีคนกำลังจะเปิดร้าน เราเลยงงๆว่าเอ๊ะ มันยังงัยเนี่ย ด้วยความก็เดินๆไปจะถามไครว่าซื้อต่างหูที่ไหนก็อายเค้า เดี๋ยวเค้าจะคิดว่าเป็นรักแห่งสยาม .. ก็เลยเดินๆเรื่อยไป ..

เดินออกไปซอยโน้นซอยนี้เยอะมากๆ .. ในที่สุดก็เจอต่างหู เอ๊ะ รึว่าเค้าเรียกว่าตุ้มหูก็ไม่รู้ .. เราก็เลือกไม่ค่อยจะเป็น ไปยืนเลือกท่ามกลางหมู่สาวๆ สุดท้ายก็รีบซื้อรีบเดินออกมา ..

สำเพ็งขายของแบบขายส่งเป็นส่วนมาก ถ้าไปซื้อปลีกก็จะโดนดูถูกด้วยสายตา .. ระหว่างเดินไปมีแม่ค้ากระเทยคนนึงตวาดลูกค้าที่ถามว่าเอา อันเดียวได้มั้ย ..

- ขายต่างหูนะค้าา ไม่ได้ขายไก่ จะได้มาซื้อปีก .. เหอะๆ มุกแม่ค้าสำเพ็ง .. 

ออกจากสำเพ็งตอนเกือบๆจะเที่ยงแล้ว ต้องไปรับและส่งของอีกรายนึง เหมือนเป็นพนักงานอะไรสักอย่าง ลูกค้ารายนี้นัดเราที่จตุจักร .. ส่งของให้เค้าแล้วไม่เท่าไหร่ แต่รับมานี่หนัก ทั้งหนักกายและหนักใจ เค้าฝากให้ไปเป็นพวกของแห้งสำหรับปรุงอาหารไทย .. น้ำหนักรวมๆน่าจะ 8 - 10 โลได้ เราก็ยังงงๆอยู่ว่าเค้ายกมาส่งให้เราได้ยังงัย ผู้หญิงตัวเล็กๆ ..

 แต่ยังงัยก็ต้องรับมา เราลากๆๆมาเก็บไว้ที่บ้านเพื่อนก่อน แล้วออกไปตามนัดกับเพื่อนลาดกระบัง ..

เจอกันที่มาบุญครอง มี ปุ๋ยและแฟน ป๋อม น้ำฝน หย่ง ซัน นั้ม พอรู้ว่าจะไปกินบะหมี่เกี๋ยวกุ้งที่สยามสแควร์ เราค่อยโล่งใจหน่อย เพราะกระเป๋าเราก็แทบจะโล่งไม่มีตังค์แล้ว 55 

 

ถึงตอนนี้เพิ่งมาตระหนักว่าเงินเราเหลือ 1000 นึงนั้น น้อยนิดจริงๆ เพราะคิดว่าต้องจ่ายค่าใช้สนามบิน 700 เหลือ 300 แล้วที่เราลืมคิดก็คือแค่แท็กซี่จากในเมืองเข้าไปสนามบิน .. พระเจ้า .. เกือบไปแล้ว นับว่าโชคเข้าข้างที่น้ำฝนรู้ใจเราและเห็นเราหน้าซีด เลยเลือกบะหมี่ที่ราคาต่อคน (หารรวม) 85 บาทไทย .. เกือบพลาดไปกินเซ็น(เสี่ย) นั้ม เสนอซะแล้ว ..

 พอกินเสร็จก็สองทุ่มกว่าแล้ว เพื่อนๆก็แยกย้ายกันไป เราก็เหมือนกัน กลับมาหอเพื่อนเพื่อบอกลาและเอากระเป๋าใบใหญ่ .. ถ้าจำไม่ผิดเหลือเงินอยู่ 250 ได้ เลยคิดหนักหน่อยว่าจะเอายังงัยดี ถ้าจะนั่งแท็กซี่ไปเลยจากที่นี่ก็อาจจะเกือบๆสามร้อย เงินไม่พอผ่านเข้าสนามบินและก็จะซวยเอา ..

สุดท้ายเลยเลือกแบบ มายังงัยก็กลับไปอย่างงั้น 55 ..

เริ่มจากเรียกแท็กซี่ให้ไปส่งเราที่ป้ายรถเมลล์ที่จะมีรถที่ไปยังสนามบินผ่าน เราเลือกเป็นตรงคลองเตย .. เวลา 9.01 รถเที่ยวสุดท้ายคือ 9.30 ..

รู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากๆเมื่อสิ่งที่คิดเป็นไปจามแผนเป๊ะ .. ด้วยรถสาย 551 รึว่าอะไรสักอย่างเราก็นั่งมาได้จนถึงสุวรรณภูมิ..

 

เวลายังเหลืออยู่เยอะแยะต่างกับเงินเราที่เหลือน้อยนิด น่าจะเป็นช่วงเวลาที่จนที่สุดแล้ว ..

 

เหมือนทุกอย่างจะจบลงด้วยดี แต่กลับจบลงด้วยดีกว่า .. เพราะเราเพิ่งจะรู้ว่า เค้าไม่เก็บค่าใช้สนามบิน 700 อะไรนั่นแล้ว .. (รู้สึกว่าตัวเองโง่ๆ นิดนึง อาย ..)

 เหมือนชิวิตพลิกผันขึ้นทันตา เรามีเงินเพิ่มมา 700 ที่ king power เลยได้โอกาสใช้ซื้อ ครีม Lore'al (เขียนแบบนี้ป่าวฟระ) แต่ประมานว่าแก้ริ้วรอยรอบดวงตาไปเป็นของฝากอีกหนึ่งอย่าง ..

เหมือนเดิม คนขายก็ยังมองแล้วคิดว่าเราจะซื้อไปใช้เอง ..

จากนั้นทุกอย่างก็เป็นไปอย่างปกติ ขึ้นเครื่องไปเปลี่ยนที่ปักกิ่ง แล้วเปลี่ยนไปอีกเครื่องสู่ ต้าเหลียน .. 

 

 

 

 

edit @ 4 Jan 2008 10:28:14 by Thee

edit @ 6 Jan 2008 18:07:05 by Thee

The 25th hour ..

posted on 27 Dec 2007 15:34 by araidee  in travelling

วันนึงทุกคนมีกันเท่าๆกันที่ 24 ชั่วโมง ..

แต่วันที่ 2007/11/25 เรากลับมาที่ไทย เพราะเวลาระหว่างปักกิ่งกับกรุงเทพต่างกัน ชั่วโมงนึง เลยเหมือนว่าเรามีเวลาในวันนี้ 25 ชั่วโมง ..

 

เครื่องบินสายการบินแอร์ไชน่า นำเรากลับมาที่สุวรรณภูมิ พร้อมๆกะลูกทัวร์ไทยเป็นส่วนใหญ่ .. กำหนดการมาุถึงคือ ตี 1 กว่าๆ แต่เวลามาถึงจริงก็ตีสองกว่าๆตามปกติ .. ออกมาจากเครื่องก็มึนๆหน่อยๆ .. เพราะว่าตอนอยู่บนเครื่องขอไวน์แก้วนึง กะว่ากินแล้วจะได้หลับสบาย .. เป็นครั้งแรกเลยนะเนี่ย ปกติขอเค้าแต่น้ำส้ม .. ฮ่าๆ

ปัญหาเฉพาะหน้าในตอนนี้คือ เราจะกลับเข้าไปในเมือง (กรุงเทพ) ได้ยังงัยในเวลาตีสอง ถ้าไม่นั่งแท็กซี่ ..

จริงๆตอนนี้ก็ยังมีเงินไทยอยู่นะ แบ๊งค์ 500 บาทไทยใหม่เอี่ยมเลย แต่รู้สึกว่ามันไม่สมเหตุผลไปหน่อย ถ้าทุกคนที่กลับมาถึงเวลานี้จะต้องนั่งแท็กซี่ คือมันน่าจะมี shuttle bus รึว่ารถเมลของทางสนามบินที่คอยรับส่งคนเข้าไปในเมืองบ้าง (เหมือนอย่างที่สนามบินปักกิ่งมี) และเราเองก็พูดภาษาไทยได้นะเฟ้ย ดังนั้นก็ลองดูหน่อยแล้วกันว่าจะมีทางอื่นมั้ย .. อธิบายมาตั้งนาน จริงๆก็งกนั่นเอง .. 55

น่าจะสัก 2.10 ได้ที่เครื่องบินจอดสนิท แต่ก็ใช้เวลานานเหลือเกินกับการไปรอกระเป๋า เพราะว่าคณะทัวร์ไทยแต่ละท่านซื้อแล้วแบกกลับมานี่ เยอะกว่าเราอีกทั้งๆที่เราไปตั้งหลายเดือน .. รอเหนื่อยเลยกว่าจะหาเจอ .. โอ๊ย มึนก็มึน ไวน์แก้วนั้น แอร์หมวย รินให้เราซะเต็มแก้วเลย ..

กว่าจะได้กระเป๋าก็ ตีสองครึ่งแล้ว เราออกมาเรื่อยๆ แน่นอนว่าไม่มีไครมารับ มาถึงเวลาสำคัญ นั่นคือเดินหารถเข้าเมือง ..

เดินวนไปวนมาขึ้นข้างบนลงข้างล่างซะหลายรอบ ในที่สุดก็เจออะไรที่เราคิดว่าใช่ เป็นป้ายบอกทางไป bus service ต้องลงไปข้างล่างหน่อย ..

แต่พอลงไปก็เจอกะ counter ที่ไม่มีคน ประจำ มีพี่คนนึงเดินมาหาเรา ถามว่าจะเข้าเมืองใช่มั้ยต้องการรถมั้ยครับ .. ระหว่างที่เราจะตอบใช่ๆ ก็แอบเห็นราคา 900 เลยตอบไปว่า ไม่ๆ ..

พี่แกเห็นเรามองราคา แกเลยบอกว่า นั่นเป็นราคาฝรั่ง กะน้องคนไทยพี่คิด 600 เท่านั้น .. แหม พี่คับ แท็กซี่จากนี่ไปก็ไม่น่าจะเกิน 300 ผมยังไม่ไปเลยนะ .. พี่เลยกล่อมต่้อว่า รถพี่เป็นวอลโว่นะคร้าบ ..

เราเห็นท่าจะคุยกันไม่รู้เรื่อง เลยบอกว่าไม่มีตังค์ อยากนั่งรถเมลอ่ะคับ .. ซึ่งเค้าก็ใจดีนะ บอกทางเรามาว่าให้ลงไปชั้นล่างสุดประตู 8 จะมีป้ายรถ shuttle bus อยู่ ..

ได้ hint มาอย่างนั้นเพราะเราเชื่อคนง่ายก็เลยออกไปตามนั้น .. และแล้วก็ได้รู้ความจริงว่า ..

ที่สุวรรณภูมินี้มีรถบัสคอยบริการนะครับ จะคอยขนส่งคนไปที่ท่ารถอีกทีนึง แล้วนี่ท่ารถก็จะมีรถเมล ขสมก และรถตู้เอกชนอยู่ ..

ตัดภาพมาที่ ท่ารถ ตีสามกว่าแล้ว ที่นั่งรอรถเป็นเพื่อนเราอยู่มีคนที่ำทำงานที่สุวรรณภูมินั่นเอง อาจจะต้องเข้างานกะดึก ไม่ังั้นก็เพราะมาจีบสาวแม่บ้านที่ทำงานกะดึก ..

-- ถึงตอนนี้อาจจะสังเกตกันแล้วนะฮะว่าทำไมเอนทรี่นี้มันไม่มีรูปเลย(วะ) แล้วทีเอนทรี่ก่อนหน้านี้ใส่รูปซะ .. แหะๆ เนื่องจากว่า กล้องไม่รักดีของยังตกไม่หาย .. อ่านกันแบบแห้งๆ แล้วใช้จินตนาการแล้วกันนะ .. --

อ่ะ กลับมาต่อ รถเมลล์มาส่งเราได้ถึงอนุเสาวรีย์ชัย เหอะๆ ไปยังงัยต่อหล่ะทีนี้ จะต่อด้วยสามล้อรึว่าแท็กซี่ก็ไม่น่าจะต่้างกัน เราเลยเลือกนั่งแท็กซี่ไปบ้านเพื่อน เพื่อขอที่ซุกหัวนอนในคืนนั้น ..

บ้านเพื่อนผู้ใจดีอยู่สามย่าน หลังจากแบกกระเป๋ามาบนแท็กซี่แล้ว ก็โทรหาด้วยซิมทรูมูพที่แิอบลงไปซื้อเซเว่นตอนรอรถเมล ..

ทุกอย่างดูจะราบเรียบเกินไปแล้ว มันต้องมีอะไรซวยๆสักอย่างสิ .. นั่นแน่ อาจจะคิดกันอย่างนั้น ..

ใช่แล้ว หลังจากถึงบ้านเพื่อนตอนตีสี่ .. สิ่งแรกที่ทำคือชาร์ทแบต เพื่อที่ว่าพรุ่งนี้จะได้โทรหาแม่(ๆ) อืมม แต่ว่า แต่ว่า .. กระเป๋าเดินทางแบบล๊อกได้ด้วยรหัสเรามันดันเปิดไม่ออก ..

นี่คือเรื่องซวยเรื่องที่ .. เรื่องที่เท่าไหร่แล้วนะ เอ่ จำไม่ได้แล้ว เอาเป็นว่าเรื่องซวยอีกเรื่องแล้วกันนะ ..

เปิดกระเป๋าไม่ได้ ทำไงดีวะ เราลองๆอยู่นานมากๆเพราะตอนแรกคิดว่าอาจจะเป็นเพราะเราใส่รหัสผิด แต่ลองๆไปจนท้อ แล้วก็หลับไปในที่สุด .. เศร้า ..

 

แบตเหลืออยู่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ เอางัยดีฟระ เมื่อลองด้วยวิธีใช้ไม้อ่อนแล้วยังดื้อด้านไม่ออก เราก็จำต้องใช้กำลังแล้ว เดินลงไปยืมไขควงจากน้าเจ้าของบ้าน จากนั้นก็ ผลั่ว หลุดออกมาทั้งยวงเลยสำหรับที่ล๊อก นอกจากนี้ ส่วนนึงของซิบก็แตกออกมาอีก ... เฮ้อ ชีวิต ..

 

 

แม้ว่ากระเป๋าเพิ่งจะซื้อกันสดๆที่จีน และใช้งานครั้งนี้เป็นครั้งแรก แต่ก็ไม่มีเวลาจะมาคร่ำครวญอะไรกันแล้ว เราเอามือถือมาชาร์ทๆ โทรหาแม่ เดี๋ยวบ่ายนี้ต้องรีบกลับบ้านก่อน แต่ก่อนกลับ เราต้องเอากล้องไปซ่อมซะก่อน ...

เพื่อนที่เราไปนอนด้วย (ผู้ชายนะ) เป็นตากล้อง เราเลยถามว่าถ้าทำกล้องตกจะเอาไปซ่อมที่ไหนดีวะ ..

มันถามว่ายี่ห้ออะไร ..

แคนนอนหว่ะ ..

ก็เอาไปศูนย์แคนนอนซิวะ .. หง่ะ จริงหรอ (แล้วแกจะถามชั้นทำไมว่ายี่ห้ออะราย ..) การต้องเอาเข้าศูนย์ในความคิดเราคือการเข้าไปโดนฟัน ด้วยราคาที่น่าจะซื้อใหม่ดีกว่า .. เอางี้แล้วกัน เดี่ยวลองไปดูตามร้านขายกล้องก่อน ..

แถวสามย่านมีร้านกล้องเยอะแยะเลย แต่เราไปถามมาสองสามที่ก็เริ่มท้อ เพราะส่วนใหญ่เค้าแค่ขาย ถ้ามีปัญหาก็ส่งเข้าศูนย์ .. คิดในแง่ดีคือเค้าไม่คิดจะหลอกเราด้วยการซ่อมๆให้พ้นไปแบบช่างจีน แต่การที่ต้องเอาเข้าศูนย์ก็เหมือนกับเรานั้นอยู่บ้านนอกเป็นหวัดแล้วต้องเข้าไปโรงพยาบาลศูนย์ในตัวเมือง ทั้งๆที่คลีนิค รึว่าร้านขายยาก็น่าจะช่วยเราได้ .. เฮ้อ ..

อ่ะ แต่ต้องไปก็ต้องไป .. ระหว่างเดินทางจะไปแถวช่องนนทรีย์ เราก็นึกได้ว่า เรามีเพื่อนสมัยเรียน ม ปลาย ที่ตอนนี้ทำงานอยู่ที่แคนนอนนี่หน่า อ้่้าว แบบนี้เยี่ยมไปเลย .. ว่าแล้วก็โทรๆ เพื่อนก็ปลอบใจว่า อย่าคิดว่าแพงซะก่อนเลย ลองเอาเข้ามาดูก่อนดีกว่า ไว้ยังงัยเดี๋ยวเค้าจะช่วยส่งซ่อมให้ในชื่อเพื่อน ซึ่งจะได้ราคาพนักงาน ..

 

นั่งรถอย่างมีความหวังไปที่ตึกแคนนอน แต่พอรู้ราคาแล้วก็เซ็งชีวิตขึ้นมาทันที 3200 เฉพาะค่าเลนส์ที่ตกแล้วต้องเปลี่ยน + ค่าซ่อมอีก 700 รวมๆแล้วก็ 4000 ค่ะพี่ .. พนักงานแจ้งราคาเราอย่างอ่อนหวา่น ..

อ่า ..ขอเวลาผมคิดก่อนแล้วกันนะฮะ เราถอยออกมาแล้วโทรถามชาวบ้านก่อน ..

คนแรกโทรไปถามอุ๊ก ที่เคยคุยกันเห็นอุ๊กบอกในบั้นปลายชีวิตฉันจะเปิดร้านถ่ายรูป ใช้ชีวิตอยู่บ้านนอกอย่างมีความสุขแบบนางเอกๆ ดังนั้น มันต้องรู้อะไรเกี่ยวกับกล้องดีแน่ๆ อ๊ะไม่แน่มันอาจจะซ่อมกล้องเป็น ..

กดเบอร์โทรไป .. ฮัลโหลอุ๊กหรอ เออ กล้องชั้นตกหว่ะ ุถ้าจะซ่อมอย่างน้อยก็ 3200 แน่ะ แพงไปป่าวอ่ะราคานี้ แล้วมันจะคุ้มมั้ยอ่ะ ..

อุ๊กกี้ - อ๋อกล้องตกหรอแก เอาไว้ใส่ไว้ในถังข้าวสารสิ เดี๋ยวเดียวก็ใช้ได้แล้ว ..

ธี - ...

สรุปว่าเธอคิดว่ากล้องเราตกน้ำ รึแบบว่าตกในในชักโครกอะไรแบบนั้น .. เฮ่ย..

เมื่อไม่ได้ด้วยอุ๊ก เราก็ต้องเล่นด้วยหนุ่ย อีกคนที่น่าจะรู้เรื่องกล้อง (ที่จริงมีอีกคน 55) โทรหาหะหนุ่ย แจ้งอาการเดียวกันเป๊ะ แต่หนุ่ยตอบอย่างสุขุม อ๋อ ไม่แพงหรอก กล้องน้องเราตกก็ราคานี้ .. อืมมๆ .. งั้นก็ซ่อมก็ได้ ..

รู้สึกว่าตัวเองโง่นิดนึง จำกันได้ป่าวว่าที่ร้านซ่อมที่ปักกิ่งที่เราสอบถามมา ค่าซ่อม คือ 350-500 หยวนแค่นั้นเอง ..

 

แต่ก็เอาหน่ะ ซ่อมๆไปจะได้หมดเวรหมดกรรมสักที แต่แล้วก็เกิดปัญหาต่อมาเพราะจะเอาไปซ่อมต้องใช้ชื่อเพื่อนแล้วเพื่อนจะเป็นคนไปรับซึ่งเพื่อนจะจ่ายตังค์ ดังนั้นเราควรกดเิงินให้เค้าก่อนวันนี้ แต่พอเราจะไปกดตังค์ ซวยอีกแล้วงัย บัตร เอทีเอ็มหาย ..

ครั้งสุดท้ายและครั้งแรกหลังจากกลับมาที่นี่ เราใช้กดที่ สุวรรณภูมิ เข้าใจว่าจะลืมคาไว้้แถวนั้น ..

เป็นเรื่องเลย ต้องโทรติดต่อธนาคารอายัดบัตร เบอร์อะไรฟะ .. จากการจำได้ ไทยพานิชย์ 02-777-7777 .. โทรไปก็เจอพี่เบิร์ดรับสายก่อนเลย กดไปจดได้เจอ "คน" รับ เค้าก็ให้เราแจ้งเลขบัญชี เหอะ ไครจะจำได้ฟระ เค้าให้เราแจ้งเลขที่บัตร .. แหม .. แต่ละอย่างนี่ มันไม่ใช่อะไรที่ต้องท่องจำนะเฟ้ย .. เราเลยบอกให้เค้าค้นจากบัตรประจำตัวประชาชนแล้วกัน .. พอเค้าค้นได้เจอ ก็ต้องมีเล่นเกมตอบคำถามนิดหน่อย เช่น คุณเกิดวันที่เท่าไหร่ อันนี้เราตอบได้ .. คุณฝากเงินไว้กับธนาคารเรากี่บัญชี .. อันนี้ถึงกับงง เพราะไม่รู้่ว่าที่เราเคยฝากไว้ตอนเด็กๆ หน่ะ เค้านับด้วยรึเปล่า เลยเดาไปว่าสอง หง่ะ สรุปว่าผิด ... เราเดาใหม่ว่าสาม ซึ่งก็ไม่น่าจะถูกเพราะเค้าบอกว่า ลองคิดใหม่ดีสิคะ .. น่าน .. เลยบอกเค้าว่าเดี๋ยวชั้นเช็คก่อนนะแล้วก็วางไป ..

เราโทรไปอีกรอบ คราวนี้อีกคนนึงรับ คราวนี้เปลี่ยนคำถามแล้ว เป็นเรื่องเกี่ยวกับที่อยู่ของเรา .. เราตอบได้อย่างชัดถ้อยชัดคำ เฮ้อ ในที่สุดก็อายัดบัตรตัวเองได้อย่างยากเย็นที่สุด ..

ด้วยเงินติดตัวที่เหลืออยู่น้อยคิด สิ่งที่ต้องทำคือกลับไปให้ถึงบ้านให้ได้ เลยต้องบอกเพื่อนว่าค่าซ่อมกล้องหน่ะ แปะโป้งไว้ก่อนนะ เดี๋ยวกลับมาแล้วเดี๋ยวเบิกมาให้ เพื่อนก็แสนใจดี แท้งกิ้วจริงๆ ..

....

กลับถึงบ้านตอนมืดๆ วันที่ 26 สุดท้ายนี้แล้วก็ไม่มีอะไรแล้ว เหนื่อยมากๆกับวันที่มี 25 ชั่วโมง ..

 

 

 

 

 

 

edit @ 28 Dec 2007 13:52:38 by Thee