living

First First day ..

posted on 17 Apr 2007 18:12 by araidee  in living

เวลล..

วันแรกๆ ..

เราทำงานที่อาเอสทีแอลวันสุดท้ายวันที่ 4 ..

ที่จิงควรต้องทำงานวันที่ 5 ครึ่งวันเช้าด้วย แต่เพราะว่าเครื่องออก 11.10 และอาวเวอร์นิวกรุ๊ปลีดใจดี ..

เราเลยป่วยด้วยความจำเป็นวันที่ 5 ตอนเช้า ..

อืมม ..

ทุกอย่างต่อไปนี้เขียนจากความทรงจำนะ รายละเอียดอาจจะตกหล่น ช่างมันแล้วกัน ..

คืนวันที่ 4 หลังจากเลิกงาน เฮ้อ ...

ตอนเดินออกจากอื้อจื่เหลียงรู้สึกเศร้าๆนิดนึง ..

ไม่รู้ว่าที่ตัดสินใจลงไปมันผิดรึถูก ...

โอเค บรูโน่อาจจะถูก ยูอาร์เมคกิ้ง อะมิสเทค ..

แวล ไอจัสวอนนาเซ ..

ฟักยู ไอด๊อนท์แคร์ โอเค เมบีไอม รอง ..

บัทไอโองลี่แฮพวันช๊อท ..

วันออพพอร์จูนิตี้ ...

เฮ้อ ..

:)

อืมม โทษทีที่เขียนเป็นคำอ่าน ขี้เกียจเปลี่ยนภาษา ตอนนี้คอมมีสามภาษาเลยเปลี่ยนไปมาแล้วงงๆ ตอนนี้คุยเอมไปด้วย ทนๆอ่านหน่อยแล้วกาน ...

ทุกอย่างเป็นไปตามใจเราอ่ะนะ ..

โอเค กลับมาหลังเลิกงานต่อ ..

คืนนี้ไปร้านใบไม้ร่าเริง ..

แต่เราไม่ร่าเริงเท่าไหร่ ..

หลายๆ เรื่องที่ต้องคิด บางเรื่องที่ต้องทำ ...

สัญญาที่บอกกับบางคนไว้ ..

มื้อสุดท้ายกับคนที่เราอยากกินข้าวด้วย ..

เฮ้อ ..

เฮ้อ ... พอถึงเวลาต้องไปจริงๆแล้วมันก็ร่าเริงไม่ได้ ไม่เหมือนกับตอนไปฟิลิปปินส์ที่ตอนนั้นไม่มีอะไรจะเสีย ..

แต่ก็นะ เรา 24 แล้วถ้าไม่ไปตอนนี้ คงไปไหนไม่ได้แล้ว ..

อืมม ..

กลับมาที่ใบไม้ร่าเริงต่อ ..

ทุกคนดูร่าเริงดีพอควร แชมป์ดูร่าเริงเกินงามไปหน่อยแต่ก็ดีแล้ว อย่างน้อยสักระยะนึงทุกคนก็แฮปปี้จนถึงปีใหม่ไทย ...

หนุ่ยไม่มา เฮ้อ .. แต่ถึงหนุ่ยมาหนุ่ยก็ร้องเพลงไม่ได้ พูดไม่ได้ด้วย ..
แต่ที่จิงหนุ่ยกินได้ และหนุ่ยจะช่วยทุกคนหารได้ ..

พี่สุ และกั๊ก และวิน และอุ๊ก และพี่ออย ...

อืมม .. จำรายละเอียดไม่ได้อีกแล้ว แต่ที่จำได้คือ คืนวันอังคารไปร้านรวยรินมา กับเอมและคนอื่น ..

ดีใจ ..

แต่วันพุธก็มึนๆ ...

พี่สุหิ้วเบียร์ฟรีไปด้วย 6 กระป๋อง แต่ไม่มีไครกินเลย เราเองก็ไม่กล้ากิน ..

เฮ้อ ไฮนีเก้น คิดถึงเธอจิงๆ ..

เราออกจากใบไม้ร่าเริงกะพี่ออย ชาวบ้านคนอื่นอยู่กันต่อ ...

ทุกคนเลี้ยง ดีใจ ..

เกรงใจ ..

อาย ... เราหิ้วของหอบใหญ่จากออฟฟิชกลับบ้าน เดินไปขึ้นรถไฟฟ้า รู้สึกเหมือนโดนไล่ออก เคว้งคว้าง ...

ร้อน ธีร์ปลดกระดุมเสื้อ คนข้างๆมองเหมือนกลัวว่าเราจะโดนลงไปในรางรถไฟฟ้า ..

เฮ้อ คิดถึง ..

แต่ในที่สุดก็มาถึงบ้าน นั่งรถมอไซค์เข้าซอย พี่วินโกงเราอีก ปกติ 8 บาท วันนี้กลับไม่ยอมทอน ..

แต่เอาเหอะ คงไม่ได้เงินจากเราไปอีกนาน .. บ้ายบายคับ

อืมม ...

ไขกุญแจเข้าห้อง รู้สึกว่าลืม ...

ชิท+ ..

ลืมมจริงๆด้วย ...

แบ๊งหยวน ลืมให้แชมป์ ...

แม้มันจะเป็นใบสุดท้าย เก่าๆขาดๆที่สุด แต่เพราะว่าให้ทุกคนในทีม เฮ้อ ..

โทษทีๆ ไว้กลับมาจะให้สองใบเลย ..

โอเค ต่อๆ ตั้งนานแล้วยังไม่ได้ไปไหนเลยแฮะ ..

ก็ไม่มีอะไร วันนั้นนอนๆ นอนไม่หลับ เฮ้อ แต่ก็เป็นอย่างงี้มาตั้งนานแล้ว ...

อืมม อืมม ... เป็นไรไม่รู้ ไม่รู้เคยเป็นกันว่า ประมานว่าพอหลับตาแล้วมันมึนๆ เหมือนกับตอนเด็กๆที่เล่นเครื่องเล่นที่มันกลมๆแล้วหมุนไปเยอะๆๆ อ่ะ ...

เป็นมา 3-4 วัน ...

ไม่เคยจะเป็นมาก่อน ...

ไม่ใช่เพราะเมาอ่ะ ...

อาจจะบางทีเพราะกังวลมากไป ...

จริงๆแล้วเรายังไม่พร้อม ..

บางอย่างเพิ่งจะเริ่มต้นเอง เฮ้อ ....

หน้าต่อไปคงจะเป็นเรื่องของวันแรกจริงๆแล้ว ...

:)

First day

posted on 17 Apr 2007 18:32 by araidee  in living

อืมม ...

ผ่านมาสองหน้าแล้วยังไม่ไปถึงไหนเลย ...

อืมม ... หน้านี้ก็คงเช่นกาน ..

เราตื่นมา 6 โมงเลย เพราะว่านอนไม่ค่อยหลับ เวลาบังคับตัวเองให้หลับโดยการหลับตาแรงๆแล้วมันจะมึนๆอย่างที่บอกไป ...

หลับตาแรงๆคืออะไร ..

ใช่แล้ว มันคือหลับตาแรงๆนั่นเอง ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรดี ... คิดไม่ออกอ่ะ

ในที่สุดธีร์กำเงิน 1000 บาทสุดท้ายขึ้นแท็กซี่ กะว่าค่าแท็กซี่ไม่น่าเกิน 300 อีก 700 เผื่อไว้เป็นค่าผ่านสนามบิน แม้เราจะแน่ใจ แต่ก็นะ เผื่อไว้ดีกว่า ...

เฮ้อ ... ข้าวของเพียบเลย เหมือนกับเป็นคนจีนหอบเสื่อผืนหมอนใบไปตายเอาดาบหน้าเลย ..

ต่างกันที่เราไม่ได้นั่งเรือ และเป้าหมายของเราคือจีนแผ่นดินไหญ่ ..

(ไม้มาลัยอยู่ไหนหว่า ... ไครรู้บอกด้วย ....)

พี่แท็กชี่พูดมากมาเรามาถึงตอน 8.30 แต่มีน้ำใจลดให้ 3 บาท ขอบคุณคับ ..

เฮ้อ ..

ไม่มีคนมาส่งเลยแฮะ แหะๆ แต่อย่างน้อยเราก็ยังหลอกตัวเองได้อยู่ว่าเพราะเราไม้ได้บอกไคร ... คนที่รู้ว่าเราจะไปวันไหนเวลาไหนก็ต้องทำงาน ... เอาน่า ..

พอประมาน 9.30 สายการบินเปิดให้เช็คอิน ทุกอย่างโอเค น้ำหนักกระเป๋าเกินไปหน่อย 22.00 กิโล แต่สงสัยจะเช้ามาก คนที่เช็คอินเค้าดูเหมือนเพิ่งตื่น คนก็รอแถวยาว เลยผ่านๆไป .. ดูเหมือนทุกอย่างจะเป็นไปด้วยดี ...

จากนั้นก็เข้าไปเดินเล่น โทรศัพท์ .. บ้ายบายคับทุกคน ทุกคนถามเหมือนกันหมดเลย ...

จะกลับเมื่อไหร่? ...

ไม่รู้ดิ ถ้ารู้ได้ก็คงดี แต่คงไม่สนุกอ่ะ ... เราไม่ได้ไปเรียนในห้องเรียนอ่ะ .. ไม่มีอะไรแน่นอน ... ถ้าไปแล้วทุกอย่างไม่แฮปปี้ อาจจะอาทิตย์เดียวก็ต้องกลับมาตกงานที่เมืองไทย ..

รึไม่ถ้าไปแล้วทุกอย่างแฮปปี้ แต่มีเรื่องให้ต้องกลับ ยังงัยก็ต้องกลับมา ..

ตอบยากจริงๆ บางทีอาจจะใช่เรามองโลกในแง่ร้าย ... แต่นั่นเป็นการป้องกันตัวเองอย่างนึง ..

สุดท้ายก็ได้ขึ้นเครื่อง ... มีมากมายที่เราอยากคุยเป็นคนสุดท้าย .. เฮ้อ ..

มีคนมากมายที่เราอยากให้เค้าโทรมา ... แต่เอาเถอะ มันก็แค่นั้นแหละ .. ถ้าจะเป็นคนสำคัญจริงๆ มันคงไม่ใช่เวลาแค่ 1 นาทีจะบอกได้อย่างงั้นหรอก ..

ในที่สุดคนสุดท้ายที่โทรมาคือเอเจ้นท์ที่ขายตั๋วให้เรา แท้งกิ้วคับ ..

เครื่องบินเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว .. บ้ายบายทรูมูพ 058276559 บ้ายบาย ..

เป้าหมายของเราคือต้าเหลียน ... แต่ต้องไปเปลี่ยนเครื่องที่กวางโจว ..

กลัวทุกทีเลยเวลาเปลี่ยนเครื่อง ...

ตอนไปฟิลิปปินส์มีครั้งนึงเครื่องบินเลท .. เหอๆ ต้องนอนค้างที่มะนิลาคืนนึง ... กลัวจิงๆว่าจะเป็นแบบนั้นเพราะครั้งนี้มีเวลาแค่1.50 ชั่วโมงในการต่อเครื่อง ..

และในที่สุดเครื่องลำแรกจากที่ควรจะถึงใน 2.50 ชั่วโมงก็เลท ..เราเหลือ 30 นาทีที่จะต้องเช็คอินในทัน .. เฮ้อ ... แม้ว่าแอร์หมวยจะสวยน่ารัก แต่การได้อยู่กะเธอนานขึ้นมันก็ไม่ดีเท่าไหร่ ...

แต่น่ารักจิงๆนะ เดี๋ยวไว้เอารูปให้ดู ..

ต่อๆ ปกติแล้วถ้าเราต้องต่อเครื่อง สัมภาระก็น่าจะถูกส่งไปลำใหม่ทันที .. ประมานว่าทุกอย่างน่าจะถูกตรวจ ในจุดสุดท้ายที่เราไป .. ไม่รู้ดิ ความรู้สึกน่าจะเป็นอย่างงั้น เพระชั้นแค่ทรานซิด ชั้นไม่ได้จะเข้าไปในเมือง ..

แต่เพราะว่าประเทศที่เราไปคือจีน ที่จริงก็ไม่ค่อยเข้าใจ แต่ประมานว่า ทุกอย่างต้องโดนตรวจ นะ จุดที่เราลง .. (นอเนน อยู่ไหนหว่า ..)

ดังนั้นเราเลยต้องรอกระเป๋าก่อน ต้องผ่าน ศุลกากร .. ถึงจะเข้าไปเช็คอินได้ ..

ตรงนี้ลำบากนิดหน่อย ...

ประมานว่าเราคุยกะเจ้าหน้าที่หมวยคนนึงแถวนั้น บอกว่าเรารีบ เพราะต้องต่อเครื่อง เค้าเลยบอกให้เราไปเช็คอินได้ เดี๋ยวเค้าดูกระเป๋าให้ ...

เราก็ผ่านไปเช็คอินก่อน แต่คนที่เช็คอินบอกไม่ได้ เราต้องเอากระเป๋าก่อน .. เลยงงๆ สื่อสารกันไม่ค่อยเข้าใจ เราเลยบอก เชี่ยๆ แล้วก็เดินจากมา ...

กลับมาที่เจ้าหน้าที่หมวย หมวยบอกว่าให้เราไปอีกที เดี๋ยวเค้า วอ ไปบอกคนที่นั่นแล้วหมวยที่นั่นจะช่วยเธอเอง ... โอ้ เชี่ยๆ เพิ่งจะมาวอเราตอนนี้ เชี่ยๆนี่ ..

เรากลับมาหมวยเช็คอิน หมวยโอเค แต่ทำหน้าไม่โอเคแต่สุดท้ายก็เอาตั๋วมาจัดการให้พร้อมกะออกบอร์ดดิ้งพาสให้ เชี่ยยย..ๆ ธีร์เน้น ...

อืมม .. ในที่สุดกลับไปที่หมวยเบอร์ 1 ... ไปถึงก็เห็นเค้ากะลังยกกระเป๋าเราขึ้นมาจากสายพาน ... หนักใช่มั้ยอ่ะ ...กระเป๋าเล็กแต่เรายัดเต็มที่เลย เหอๆ ...พอเห็นเค้ามาเค้าก็ปล่อย .. อะ มึงมายกเอง .. ดูจากหน้าเค้าแล้วก็อ่านได้ประมานนั้น ...

ในที่สุดเราก็ลากๆวิ่งๆพากระเป๋าไปชั่งแล้วเช็คอิน .. แปลก น้ำหนักเหลือ 22.15 ...

แต่ที่ไม่แปลกคือหมวยเบอร์สองชาร์ทเรา 150 บาทไทยค่าน้ำหนักเกิน .. เหอๆ .. เลยรู้สึกว่าคนไทยนี่ใจดีจริงๆ ..

พอทุกอย่างเรียบร้อยเราก็ไปต่อ ..

แต่การไปต่อสายการบินในประเทศเค้ามีรถกอล์ฟให้นั่งด้วยอ่ะ .. ประมานว่ามันไกลอ่ะน่าจะประมาน กิโลนึงได้อ่ะ คือถ้าเดินไปเองนี่ไม่หลงทางก็ตกเครื่องแน่ๆ ..

รู้สึกว่าโชคเข้าข้างอีกแล้ว ..

เรามาถึงพอดีเวลาเป๊ะ .. ทุกอย่างน่าจะโอเค เครื่องบินที่จะไปต่ออยู่ห่างออกไป ต้องนั่งรถบัสไปหน่อยนึง ... พอออกไปข้างนอกตีกรู้สึกว่าหนาวๆแฮะ

เท่าที่ฟังๆแอร์สวย (จากเครื่องบินแรกที่เลท) บอกมา อุนหภูมิที่กวางโจวตอนนั้นประมาน 20 องศา ..

แต่ก็แป๊ปเดียวกับบรรยากาศแรกในจีน ... ไม่ค่อยเหมือนกับที่คิดไว้เท่าไหร่แฮะ ..

แต่เพราะอย่างงี้แหละทำให้การมาของเรามีความหมาย ..

ทุกครั้งที่นั่งเครื่อง ไม่รู้เป็นไร เราได้ที่นั่งติดริมหน้าต่างตลอดมา ทั้งๆที่ไม่เคยบอกคนเช็คอิน ... แปลกดี แต่ก็ชอบอ่ะ .. ครั้งนี้ก็เหมือนกัน ... เป็นที่นั่งสามที่มีสาวหมวยสองคนนั่งติดกะเรา ...

อืมม และก็เป็นเรื่องแปลกอีกเหมือนกัน ทุกครั้งที่ผ่านๆมา คนที่นั่งข้างๆกะเรา ส่วนใหญ่จะเป็นคนแก่ ไม่ผู้ชายก็ผู้หญิง อาจจะเพราะแก่แล้วเลยเลิกเป็นเกย์เป็นทอมกันแล้ว ไม่รู้ดิ มีครั้งนี้อ่ะที่คนที่นั่งข้างๆรุ่นเดียวกัน .. เท่าที่ดูจากหน้านะ ...

ซึ๋งนั่นก็ดี .. เพราะเราว่ากะลังอยากหาคนมารู้จักอยู่พอดี อย่างน้อยก็น่าจะคุยกันได้บ้างเพราะอยู่รุ่นเดียวกาน ..

หลังจากถามไปถามมา ..เธอสองคนเป็นแอร์ของสายการบินนั้นเอง ประมานว่าสายการบินในประเทศ ดังนั้นเลยเหนื่อยหน่อยในการสื่อสาร เพราะเค้าพูดอังกิตไม่ค่อยได้ และก็อาจจะเพราะเราสำเนียงไม่ค่อยดี .. บางคำเลยต้องเขียนในส่กระดาษ ..

แต่ก็ดีแล้ว .. หลังจากคุยไปสักพัก เราถึงค่อยๆระลึกถึงศัพท์จีนหลายๆคำที่เคยผ่านๆตา ..

แท็งสะล๊อท :)

หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไร เครื่องบินมาถึงต้าเหลียนโดยเลทไปชั่วโมงนึง ดูเหมือนเป็นเรื่องปกติไปแล้ว เราตอนแรกนึกว่าเพราะเราลืมปรับเวลารึเปล่าหว่า .. แต่คิดไปคิดมาก็ไม่ใช่อ่ะ เลทจิงๆ .. จากที่ควรจะบิน 2.50 ชม. กลายเป็น 3.50 ชม... เชี่ยๆ ...

เฮ้อ ในที่สุดก็มาถึงจนได้ กับอุณหภูมิ 10 องศา ตอนแรกถึงกะผะหง่ะเลย เสื้อวอร์มที่เตรียมมานี่ไม่ได้ช่วยเลย .. จะอยู่ได้มั้ยเนี่ย..

เพราะเราไม่ชอบหน้าหนาวอยู่แล้ว ...

ที่จิงชอบหน้าร้อนซะด้วย ... อย่างน้อยก็ไม่เคยได้ยินว่ามีคนร้อนตาย ..

แต่ก็นั่นแหละ พอถึงหน้าร้อนก็แอบคิดในใจว่าอยากให้หนาวหรือฝนตกหน่อย ..

อืมม ...

เอาเป็นว่า ในที่สุดก็มาถึง ...

และนี่คือวันแรก ..

:)

:)

posted on 21 Apr 2007 21:02 by araidee  in living

well, it's big big city, and it's always the same :)

เพลง whistle for the choir..

ไม่รู้ได้ฟังกันรึยังนะ ..

ลองหาๆจาก ยูทูปแล้วกัน ตอนนี้ที่ทำงานที่นี่บล๊อกเกลี้ยงเลย ยูทูบก็เข้าไม่ได้ .. http://www.google.co.th/search?hl=th&safe=active&q=fratellis+whistle+for+the+choir&meta=

โอเค กลับมาที่ชีวิตที่นี่แล้วกันนะ ..

ถึงวันนี้อยู่มาได้ 2 อาทิตย์แล้ว .. แต่ก็เหมือนกับยังไม่ค่อยลงตัวเท่าไหร่ ..

อืมม .. มันไม่ลงตัวยังงัย ..

เอาเป็นว่าต้องเล่ายาวเลยอ่ะนะ ..

มาๆ มาดูกันเป็นข้อๆไป ..

1. อากาศ

อืมม อย่างที่บอกว่าที่นี่มันหนาวกว่าที่ไทยอ่ะนะ ..

ไม่ค่อยจะคุ้นเคยเท่าไหร่ ปกติเราเกลียดหน้าหนาวอยู่แล้ว ..

ตอนมาวันแรกๆ เพื่อนบอกว่าคนที่นี่อาบน้ำกัน สามสี่วันครั้ง เช็ดโด้ พวกนี้แม่ง ..

สกปรกหว่ะ .. เราอยู่ไทยถึงยังงัยก็ต้องอาบสองครั้ง แต่อาจยกเว้นบางคืนที่เมาแอ๋กลับมาแล้วนอนเลย ..

แต่เอาน่า ยังงัยก็ถือว่าบ่อยเหมือนชายไทยปกติแหละ ..

เลยบอกกะตัวเองว่า ไม่ได้ๆจะมาอ้างว่าเข้าเมืองตาหลิวแล้วจะมาทำตามชาวพื้นเมืองนี่ไม่ได้นะ ..

ตั้งใจว่ายังงัยๆก็ต้องอาบวันละครั้งแหละ ไม่ไหวอ่ะ รู้สึกมันขาดอะไรไปในชีวิต ..

เคยอาบน้ำกันเย็นๆที่สุดเท่าไหร่? ..

เราเคยอาบเย็นสุดตอนไปภูกระดึงเมื่อปลายปีที่แล้ว อาบตอนเที่ยงคืน เพราะว่าคนขึ้นไปเยอะ ห้องน้ำเต็ม ..

ไม่มีน้ำอุ่นด้วย .. เป็นฝักบัว น้ำโดนตัวทีนึงนี่ .. อูยย .. ความรู้สึกเหมือนตอนกินไอติมก้อนใหญ่ๆอ่ะ มันจื้ดๆขึ้นหัว เคยเป็นป่าว ..

นั่นแหละ ประมานนั้น .. เหมือนกันเลยกะอาบน้ำที่นี่ .. แม้ว่าจะมีเครื่องทำน้ำอุ่น .. แต่เหมือนไม่ได้ช่วยเท่าไหร่เลยอะ ..

เครื่องทำน้ำอุ่นที่นี่จะเป็นแบบถังๆใหญ่ๆ ไม่เหมือนกะที่บ้านเราอ่ะ ..

ไม่รู้หว่ะ แต่บ้านชั้นไม่ใช่แบบนี้อ่ะ อาจจะมีชาวบ้านคนอื่นในไทยเค้าใช้กันอ่ะนะ ..

แต่ไม่เคยเห็นอ่ะ ..

มันต่างกันงัย .. คือที่บ้านเรา (บ้านเราจิงๆนะ) .. ประมานว่าเครื่องเล็กๆแค่มีหน้าที่ทำให้น้ำที่ไหลผ่านเครื่องมันร้อน แค่นั้นเอง ..

แต่ของที่นี่มันหน้าตาเหมือนถังน้ำมัน 20 ลิตรอ่ะ ประมานว่าเป็นเครื่องต้มน้ำ ต้องเสียบแช่ไว้ก่อน 20 นาทีค่อยใช้ได้ แล้วก็เวลาใช้ก็ต้องระวัง ถ้าใช้เยอะไปน้ำอุ่นก็จะหมด ก็จะหนาว .. ต้องค่อยๆเปิดให้ไหลแต่พอเพียง ..

อืมม .. นั่นแหละ วันแรกที่อาบน้ำ ..

ตอนอาบไม่เท่าไหร่ แต่พออาบเสร็จแล้วนี่ดิ ..

รู้แล้วว่าทำไมพวกนี้มันไม่ค่อยอาบน้ำกัน ..

คือเค้าก็ไม่ได้สกปรกนะ เพราะว่าอากาศมันแห้งๆ เหงื่อไม่ค่อยออก แดดก็ไม่ค่อยมี ..

ไม่เป็นไรแล้วกาน ..

ถ้าอาบไปแล้วเป็นหวัดเดี๋ยวจะไม่สบายอ่ะนะ ..

ที่นี่มีโรงอาบน้ำด้วย ครั้งละ 30 เข้าไปแล้วจะมีคนมาถูหลังให้ .. แต่ไม่รู้เหมือนกัน เพราะไม่กล้าเข้าไป .. กลัวไอ้คนที่จะมาถูหลังเนี่ยแหละ ..

หลังจากตอนเช้า(บางวัน) อาบน้ำเสร็จแล้วก็จะไปทำงาน ..

ตอนนี้เป็นรึดูใบไม้ร่วง (หาไม่เจออีกและ ..)

นั่นแหละ เรียกว่าหน้าใบไม้ร่วงแล้วกัน พิมพ์ง่ายกว่า ..

แต่หน้าใบไม้ร่วงนี้ ก็เหมือนๆหน้าหนาวในไทยนั่นเอง มันแห้งๆ มีลมพ้ดตลอด ..

แถมบางวันก็มีฝนด้วย .. แต่โชคดีที่ฝนที่นี่มันตกปรอยๆเม็ดเล็กๆมาก ..

แต่ก็นะ ตกแล้วก็ทำให้หนาวมากขึ้นอยู่ดี ..

ด้วยเหตุนี้คนที่นี่เลยแต่งตัวกันต่างกะบ้านเรา .. อืมม ต่างกันยังงัย? ... เรียกว่าเค้าแต่งแบบสากลแล้วกัน ..

ลองนึกภาพเมืองอย่างลอนดอน นิวยอร์ก ไม่ก็เมืองที่หนาวๆอ่ะ ..

หนุ่มออฟฟิซส่วนใหญ่ใส่เสื้อโค๊ทหนังเหมือนดาราในหนังฮ่องกงสมัยก่อน ..

ไม่งั้นก็จะใส่สูทกันแบบไร้เหตุผล .. ไม่ใช่ว่ามันจะต้องไปสัมพาดงานกันทุกวัน .. แม้แต่ยามประจำชั้นเราก็ใส่สูทมา แล้วก็มาเปลี่ยนเครื่องแบบเอาที่ทำงาน ..

ไม่รู้ดิ แค่มันแปลกๆ เพราะไม่คุ้นเคย ไม่ได้อะไรนะ ..

เพราะบางครั้งเรายังรู้สึกว่างานที่ทำมามันน่าเบื่อกว่ายามซะอีก ..

เหอๆ .. ฉะนั้น ยามไม่ใช่อาชีพไม่ดีอะไรอย่างแน่นอน ..

โอเช .. มาที่สาวๆออฟฟิช .. ส่วนใหญ่เลยที่ขาดไม่ได้คือถุงน่องกะรองเท้าหนังยาวๆ อ่ะ .. เห็นแล้วก็แปลกๆ เช่นกัน เพราะปกติแล้วถ้าเห็นคนแต่งแบบนี้ที่เมืองไทยเราก็จะคิดว่าเค้าเป็นคนไม่ดีอ่ะ .. นั่นแหละ อย่างงั้นแหละ ..

แต่ทั้งหมดแล้วก็ไม่มีอะไร เพราะมันหนาวนั่นเอง ถ้าแต่งกันนิดหน่อยก็อาจจะเขินอายกันบ้าง แต่นี่ทุกคนก็แต่งกันแบบนี้อ่ะ .. ดังนั้นเลยมีแต่เราอะ แอบอายนิดหน่อยเวลาไปไหนมาไหน .. เหอๆ ..

เอาไว้เงินเดือนออกเดี๋ยวกะว่าจะซื้อเสื้อใหม่อยู่ ..

เพราะว่าตอนนี้เสื้อที่เอามาเริ่มใช้จนหมดแล้ว ยังไม่มีเวลาเอาไปซักเลย ที่นี่ไม่มีเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญแฮะ .. ตัวเลือกที่มีตอนนี้คือจ้างเค้าซักกะไปบ้านเพื่อนแล้วยืมใช้เครื่องซักผ้าเค้า ..

แต่คงไม่ซักมือเองแหงๆ อย่างน้อยก็ไม่ใช่เร็วๆนี้อ่ะ หนาวอ่ะ ..

2. ภาษา

ตอนแรกที่มาก็มีคนบอกๆอ่ะนะว่าคนจีนพูดอังกิตกันไม่ค่อยได้ ..

แต่ต้องมาเจอกะตัวเองแฮะ ถึงจะรู้ว่า ไม่ได้คือไม่ได้เลยอะ ..

อย่างคนไทย เราว่าถึงจะพูดไม่ได้ยังงัย แต่อย่างน้อยก็พอเข้าใจนิดหน่อย อย่างน้อยก็ตอบ เยส โน โอเคได้ ..

แต่กับที่นี่ เหอๆ เหนื่อยเลย จะถามอะไรทีนี่พูดซะเมื่อยมือเลย ..

แปลกเหมือนกัน บริษัทที่เราทำอยู่ก็เป็นบริษัทอเมริกัน แต่พนักงานบางคนพูดอังกิตไม่ได้ คือ พนักงานออฟฟิชอ่ะ ไม่รู้ดิ คือไม่ได้เลยอ่ะ ..

อืมม แต่ก็นั่นแหละ เค้าอาจจะมีบางอย่างที่ดีในตัวเค้าก็ได้ ..

บางอย่างที่เรารู้คือ ภาษาที่สองอันอื่น คือจีนกลางเนี่ย ชาวบ้านที่นี่พูดกันได้อยู่แล้ว ..

แต่บางคนพูดญี่ปุ่นได้คล่องแคล่ว บางคนพูดเกาหลีได้ด้วย ..

อันนี้ต้องเล่าไปในเรื่องของที่ตั้งและประวัติศาสตร์ ..

ประมานว่าต้าเหลียนเนี่ยอยู่เหนือๆ แล้วก็ไกล้ๆญี่ปุ่นกะเกาหลี ..

นั่งเครื่องบินแค่ชั่วโมงเดียว .. เท่าที่อ่านมา สมัยก่อนเคยโดนปกครองโดยญี่ปุ่นอยู่พักนึง .. รวมถึงรัสเชียก็เคยปกคริงที่นี่ช่วงนีง .. ตึกบางที่เลยยังเป็นลักษณะเดิมๆ ของรัสเซียอยู่ .. ดูคลาสสิกดีในบางครั้ง ..

อ่า นั่นแหละๆ เพราะงี้บางคนที่นี่เลยพูดได้หลายภาษา อาจจะทำให้เค้าไม่คิดว่าภาษาอังกิตจำเป็น ..

เพราะงี้การอยู่การกินเลยลำบากนิดหน่อย ลำบากยังงัยลองดูในหัวข้อต่อไปแล้วกัน ..

3. อาหาร

ก่อนมาพี่สุ กะแชมป์ ขู่นักหนาว่าไปจีนเนี่ยลำบากแน่ๆ เพราะเราไม่กินผัก ..

เหอๆ .. จริงๆก็ใช่นะครับ ที่นี่อาหารหลายๆอย่างเค้าใส่ผักมาซะเยอะแยะ ..

ซึ่งก็ลำบากต่อผมนิดหน่อย คือใช้เวลาเขียมากขึ้นเท่านั้นเอง ...

อาหารหลักของคนไทยคือข้าว .. ที่นี่ก็เหมือนว่าจะเป็นอย่างงั้น .. แต่เค้าก็มีบะหมี่ด้วย ..

แต่ไม่หล่ะ เราคนไทยกินข้าว ..

ส่วนกับข้าวก็มีให้เลือกมากมาย แต่แย่มาก ส่วนใหญ่มีเมนูเป็นภาษาจีน รูปก็ไม่มี ..

ดังนั้นสิ่งที่เราพยายามจำอย่างแรกเลยคือ คำว่า เนื้อหมู เนี้อไก่ เนื้อปลา และเพราะเราไม่กินเนื้อวัว อันนี้ก็ต้องพยายามจำด้วย ..

ส่วนข้าวนั้นไม่รู้ว่าเขียนยังงัยเหมือนกัน แต่คำอ่านเรียกว่าหมี่ฟ่าน ..

รู้แค่นี้ก็ช่วยให้รอดมาหลายมื้อแล้ว เหอๆ ..

4. สาวๆ

เรื่องที่หลายคนอยากรู้ เหอๆ.. ไว้มาต่อคราวหน้าแล้วกัน ต้องกลับบ้านก่อน ..

ปล. รู้แล้วว่าหลับตาแรงๆเรียกว่าอะไร .. เรียกว่าหลับตาปี๋นั่นเอง ..