The 25th hour ..
posted on 27 Dec 2007 15:34 by araidee in travellingวันนึงทุกคนมีกันเท่าๆกันที่ 24 ชั่วโมง ..
แต่วันที่ 2007/11/25 เรากลับมาที่ไทย เพราะเวลาระหว่างปักกิ่งกับกรุงเทพต่างกัน ชั่วโมงนึง เลยเหมือนว่าเรามีเวลาในวันนี้ 25 ชั่วโมง ..
เครื่องบินสายการบินแอร์ไชน่า นำเรากลับมาที่สุวรรณภูมิ พร้อมๆกะลูกทัวร์ไทยเป็นส่วนใหญ่ .. กำหนดการมาุถึงคือ ตี 1 กว่าๆ แต่เวลามาถึงจริงก็ตีสองกว่าๆตามปกติ .. ออกมาจากเครื่องก็มึนๆหน่อยๆ .. เพราะว่าตอนอยู่บนเครื่องขอไวน์แก้วนึง กะว่ากินแล้วจะได้หลับสบาย .. เป็นครั้งแรกเลยนะเนี่ย ปกติขอเค้าแต่น้ำส้ม .. ฮ่าๆ
ปัญหาเฉพาะหน้าในตอนนี้คือ เราจะกลับเข้าไปในเมือง (กรุงเทพ) ได้ยังงัยในเวลาตีสอง ถ้าไม่นั่งแท็กซี่ ..
จริงๆตอนนี้ก็ยังมีเงินไทยอยู่นะ แบ๊งค์ 500 บาทไทยใหม่เอี่ยมเลย แต่รู้สึกว่ามันไม่สมเหตุผลไปหน่อย ถ้าทุกคนที่กลับมาถึงเวลานี้จะต้องนั่งแท็กซี่ คือมันน่าจะมี shuttle bus รึว่ารถเมลของทางสนามบินที่คอยรับส่งคนเข้าไปในเมืองบ้าง (เหมือนอย่างที่สนามบินปักกิ่งมี) และเราเองก็พูดภาษาไทยได้นะเฟ้ย ดังนั้นก็ลองดูหน่อยแล้วกันว่าจะมีทางอื่นมั้ย .. อธิบายมาตั้งนาน จริงๆก็งกนั่นเอง .. 55
น่าจะสัก 2.10 ได้ที่เครื่องบินจอดสนิท แต่ก็ใช้เวลานานเหลือเกินกับการไปรอกระเป๋า เพราะว่าคณะทัวร์ไทยแต่ละท่านซื้อแล้วแบกกลับมานี่ เยอะกว่าเราอีกทั้งๆที่เราไปตั้งหลายเดือน .. รอเหนื่อยเลยกว่าจะหาเจอ .. โอ๊ย มึนก็มึน ไวน์แก้วนั้น แอร์หมวย รินให้เราซะเต็มแก้วเลย ..
กว่าจะได้กระเป๋าก็ ตีสองครึ่งแล้ว เราออกมาเรื่อยๆ แน่นอนว่าไม่มีไครมารับ มาถึงเวลาสำคัญ นั่นคือเดินหารถเข้าเมือง ..
เดินวนไปวนมาขึ้นข้างบนลงข้างล่างซะหลายรอบ ในที่สุดก็เจออะไรที่เราคิดว่าใช่ เป็นป้ายบอกทางไป bus service ต้องลงไปข้างล่างหน่อย ..
แต่พอลงไปก็เจอกะ counter ที่ไม่มีคน ประจำ มีพี่คนนึงเดินมาหาเรา ถามว่าจะเข้าเมืองใช่มั้ยต้องการรถมั้ยครับ .. ระหว่างที่เราจะตอบใช่ๆ ก็แอบเห็นราคา 900 เลยตอบไปว่า ไม่ๆ ..
พี่แกเห็นเรามองราคา แกเลยบอกว่า นั่นเป็นราคาฝรั่ง กะน้องคนไทยพี่คิด 600 เท่านั้น .. แหม พี่คับ แท็กซี่จากนี่ไปก็ไม่น่าจะเกิน 300 ผมยังไม่ไปเลยนะ .. พี่เลยกล่อมต่้อว่า รถพี่เป็นวอลโว่นะคร้าบ ..
เราเห็นท่าจะคุยกันไม่รู้เรื่อง เลยบอกว่าไม่มีตังค์ อยากนั่งรถเมลอ่ะคับ .. ซึ่งเค้าก็ใจดีนะ บอกทางเรามาว่าให้ลงไปชั้นล่างสุดประตู 8 จะมีป้ายรถ shuttle bus อยู่ ..
ได้ hint มาอย่างนั้นเพราะเราเชื่อคนง่ายก็เลยออกไปตามนั้น .. และแล้วก็ได้รู้ความจริงว่า ..
ที่สุวรรณภูมินี้มีรถบัสคอยบริการนะครับ จะคอยขนส่งคนไปที่ท่ารถอีกทีนึง แล้วนี่ท่ารถก็จะมีรถเมล ขสมก และรถตู้เอกชนอยู่ ..
ตัดภาพมาที่ ท่ารถ ตีสามกว่าแล้ว ที่นั่งรอรถเป็นเพื่อนเราอยู่มีคนที่ำทำงานที่สุวรรณภูมินั่นเอง อาจจะต้องเข้างานกะดึก ไม่ังั้นก็เพราะมาจีบสาวแม่บ้านที่ทำงานกะดึก ..
-- ถึงตอนนี้อาจจะสังเกตกันแล้วนะฮะว่าทำไมเอนทรี่นี้มันไม่มีรูปเลย(วะ) แล้วทีเอนทรี่ก่อนหน้านี้ใส่รูปซะ .. แหะๆ เนื่องจากว่า กล้องไม่รักดีของยังตกไม่หาย .. อ่านกันแบบแห้งๆ แล้วใช้จินตนาการแล้วกันนะ .. --
อ่ะ กลับมาต่อ รถเมลล์มาส่งเราได้ถึงอนุเสาวรีย์ชัย เหอะๆ ไปยังงัยต่อหล่ะทีนี้ จะต่อด้วยสามล้อรึว่าแท็กซี่ก็ไม่น่าจะต่้างกัน เราเลยเลือกนั่งแท็กซี่ไปบ้านเพื่อน เพื่อขอที่ซุกหัวนอนในคืนนั้น ..
บ้านเพื่อนผู้ใจดีอยู่สามย่าน หลังจากแบกกระเป๋ามาบนแท็กซี่แล้ว ก็โทรหาด้วยซิมทรูมูพที่แิอบลงไปซื้อเซเว่นตอนรอรถเมล ..
ทุกอย่างดูจะราบเรียบเกินไปแล้ว มันต้องมีอะไรซวยๆสักอย่างสิ .. นั่นแน่ อาจจะคิดกันอย่างนั้น ..
ใช่แล้ว หลังจากถึงบ้านเพื่อนตอนตีสี่ .. สิ่งแรกที่ทำคือชาร์ทแบต เพื่อที่ว่าพรุ่งนี้จะได้โทรหาแม่(ๆ) อืมม แต่ว่า แต่ว่า .. กระเป๋าเดินทางแบบล๊อกได้ด้วยรหัสเรามันดันเปิดไม่ออก ..
นี่คือเรื่องซวยเรื่องที่ .. เรื่องที่เท่าไหร่แล้วนะ เอ่ จำไม่ได้แล้ว เอาเป็นว่าเรื่องซวยอีกเรื่องแล้วกันนะ ..
เปิดกระเป๋าไม่ได้ ทำไงดีวะ เราลองๆอยู่นานมากๆเพราะตอนแรกคิดว่าอาจจะเป็นเพราะเราใส่รหัสผิด แต่ลองๆไปจนท้อ แล้วก็หลับไปในที่สุด .. เศร้า ..
แบตเหลืออยู่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ เอางัยดีฟระ เมื่อลองด้วยวิธีใช้ไม้อ่อนแล้วยังดื้อด้านไม่ออก เราก็จำต้องใช้กำลังแล้ว เดินลงไปยืมไขควงจากน้าเจ้าของบ้าน จากนั้นก็ ผลั่ว หลุดออกมาทั้งยวงเลยสำหรับที่ล๊อก นอกจากนี้ ส่วนนึงของซิบก็แตกออกมาอีก ... เฮ้อ ชีวิต ..
แม้ว่ากระเป๋าเพิ่งจะซื้อกันสดๆที่จีน และใช้งานครั้งนี้เป็นครั้งแรก แต่ก็ไม่มีเวลาจะมาคร่ำครวญอะไรกันแล้ว เราเอามือถือมาชาร์ทๆ โทรหาแม่ เดี๋ยวบ่ายนี้ต้องรีบกลับบ้านก่อน แต่ก่อนกลับ เราต้องเอากล้องไปซ่อมซะก่อน ...
เพื่อนที่เราไปนอนด้วย (ผู้ชายนะ) เป็นตากล้อง เราเลยถามว่าถ้าทำกล้องตกจะเอาไปซ่อมที่ไหนดีวะ ..
มันถามว่ายี่ห้ออะไร ..
แคนนอนหว่ะ ..
ก็เอาไปศูนย์แคนนอนซิวะ .. หง่ะ จริงหรอ (แล้วแกจะถามชั้นทำไมว่ายี่ห้ออะราย ..) การต้องเอาเข้าศูนย์ในความคิดเราคือการเข้าไปโดนฟัน ด้วยราคาที่น่าจะซื้อใหม่ดีกว่า .. เอางี้แล้วกัน เดี่ยวลองไปดูตามร้านขายกล้องก่อน ..
แถวสามย่านมีร้านกล้องเยอะแยะเลย แต่เราไปถามมาสองสามที่ก็เริ่มท้อ เพราะส่วนใหญ่เค้าแค่ขาย ถ้ามีปัญหาก็ส่งเข้าศูนย์ .. คิดในแง่ดีคือเค้าไม่คิดจะหลอกเราด้วยการซ่อมๆให้พ้นไปแบบช่างจีน แต่การที่ต้องเอาเข้าศูนย์ก็เหมือนกับเรานั้นอยู่บ้านนอกเป็นหวัดแล้วต้องเข้าไปโรงพยาบาลศูนย์ในตัวเมือง ทั้งๆที่คลีนิค รึว่าร้านขายยาก็น่าจะช่วยเราได้ .. เฮ้อ ..
อ่ะ แต่ต้องไปก็ต้องไป .. ระหว่างเดินทางจะไปแถวช่องนนทรีย์ เราก็นึกได้ว่า เรามีเพื่อนสมัยเรียน ม ปลาย ที่ตอนนี้ทำงานอยู่ที่แคนนอนนี่หน่า อ้่้าว แบบนี้เยี่ยมไปเลย .. ว่าแล้วก็โทรๆ เพื่อนก็ปลอบใจว่า อย่าคิดว่าแพงซะก่อนเลย ลองเอาเข้ามาดูก่อนดีกว่า ไว้ยังงัยเดี๋ยวเค้าจะช่วยส่งซ่อมให้ในชื่อเพื่อน ซึ่งจะได้ราคาพนักงาน ..
นั่งรถอย่างมีความหวังไปที่ตึกแคนนอน แต่พอรู้ราคาแล้วก็เซ็งชีวิตขึ้นมาทันที 3200 เฉพาะค่าเลนส์ที่ตกแล้วต้องเปลี่ยน + ค่าซ่อมอีก 700 รวมๆแล้วก็ 4000 ค่ะพี่ .. พนักงานแจ้งราคาเราอย่างอ่อนหวา่น ..
อ่า ..ขอเวลาผมคิดก่อนแล้วกันนะฮะ เราถอยออกมาแล้วโทรถามชาวบ้านก่อน ..
คนแรกโทรไปถามอุ๊ก ที่เคยคุยกันเห็นอุ๊กบอกในบั้นปลายชีวิตฉันจะเปิดร้านถ่ายรูป ใช้ชีวิตอยู่บ้านนอกอย่างมีความสุขแบบนางเอกๆ ดังนั้น มันต้องรู้อะไรเกี่ยวกับกล้องดีแน่ๆ อ๊ะไม่แน่มันอาจจะซ่อมกล้องเป็น ..
กดเบอร์โทรไป .. ฮัลโหลอุ๊กหรอ เออ กล้องชั้นตกหว่ะ ุถ้าจะซ่อมอย่างน้อยก็ 3200 แน่ะ แพงไปป่าวอ่ะราคานี้ แล้วมันจะคุ้มมั้ยอ่ะ ..
อุ๊กกี้ - อ๋อกล้องตกหรอแก เอาไว้ใส่ไว้ในถังข้าวสารสิ เดี๋ยวเดียวก็ใช้ได้แล้ว ..
ธี - ...
สรุปว่าเธอคิดว่ากล้องเราตกน้ำ รึแบบว่าตกในในชักโครกอะไรแบบนั้น .. เฮ่ย..
เมื่อไม่ได้ด้วยอุ๊ก เราก็ต้องเล่นด้วยหนุ่ย อีกคนที่น่าจะรู้เรื่องกล้อง (ที่จริงมีอีกคน 55) โทรหาหะหนุ่ย แจ้งอาการเดียวกันเป๊ะ แต่หนุ่ยตอบอย่างสุขุม อ๋อ ไม่แพงหรอก กล้องน้องเราตกก็ราคานี้ .. อืมมๆ .. งั้นก็ซ่อมก็ได้ ..
รู้สึกว่าตัวเองโง่นิดนึง จำกันได้ป่าวว่าที่ร้านซ่อมที่ปักกิ่งที่เราสอบถามมา ค่าซ่อม คือ 350-500 หยวนแค่นั้นเอง ..
แต่ก็เอาหน่ะ ซ่อมๆไปจะได้หมดเวรหมดกรรมสักที แต่แล้วก็เกิดปัญหาต่อมาเพราะจะเอาไปซ่อมต้องใช้ชื่อเพื่อนแล้วเพื่อนจะเป็นคนไปรับซึ่งเพื่อนจะจ่ายตังค์ ดังนั้นเราควรกดเิงินให้เค้าก่อนวันนี้ แต่พอเราจะไปกดตังค์ ซวยอีกแล้วงัย บัตร เอทีเอ็มหาย ..
ครั้งสุดท้ายและครั้งแรกหลังจากกลับมาที่นี่ เราใช้กดที่ สุวรรณภูมิ เข้าใจว่าจะลืมคาไว้้แถวนั้น ..
เป็นเรื่องเลย ต้องโทรติดต่อธนาคารอายัดบัตร เบอร์อะไรฟะ .. จากการจำได้ ไทยพานิชย์ 02-777-7777 .. โทรไปก็เจอพี่เบิร์ดรับสายก่อนเลย กดไปจดได้เจอ "คน" รับ เค้าก็ให้เราแจ้งเลขบัญชี เหอะ ไครจะจำได้ฟระ เค้าให้เราแจ้งเลขที่บัตร .. แหม .. แต่ละอย่างนี่ มันไม่ใช่อะไรที่ต้องท่องจำนะเฟ้ย .. เราเลยบอกให้เค้าค้นจากบัตรประจำตัวประชาชนแล้วกัน .. พอเค้าค้นได้เจอ ก็ต้องมีเล่นเกมตอบคำถามนิดหน่อย เช่น คุณเกิดวันที่เท่าไหร่ อันนี้เราตอบได้ .. คุณฝากเงินไว้กับธนาคารเรากี่บัญชี .. อันนี้ถึงกับงง เพราะไม่รู้่ว่าที่เราเคยฝากไว้ตอนเด็กๆ หน่ะ เค้านับด้วยรึเปล่า เลยเดาไปว่าสอง หง่ะ สรุปว่าผิด ... เราเดาใหม่ว่าสาม ซึ่งก็ไม่น่าจะถูกเพราะเค้าบอกว่า ลองคิดใหม่ดีสิคะ .. น่าน .. เลยบอกเค้าว่าเดี๋ยวชั้นเช็คก่อนนะแล้วก็วางไป ..
เราโทรไปอีกรอบ คราวนี้อีกคนนึงรับ คราวนี้เปลี่ยนคำถามแล้ว เป็นเรื่องเกี่ยวกับที่อยู่ของเรา .. เราตอบได้อย่างชัดถ้อยชัดคำ เฮ้อ ในที่สุดก็อายัดบัตรตัวเองได้อย่างยากเย็นที่สุด ..
ด้วยเงินติดตัวที่เหลืออยู่น้อยคิด สิ่งที่ต้องทำคือกลับไปให้ถึงบ้านให้ได้ เลยต้องบอกเพื่อนว่าค่าซ่อมกล้องหน่ะ แปะโป้งไว้ก่อนนะ เดี๋ยวกลับมาแล้วเดี๋ยวเบิกมาให้ เพื่อนก็แสนใจดี แท้งกิ้วจริงๆ ..
....
กลับถึงบ้านตอนมืดๆ วันที่ 26 สุดท้ายนี้แล้วก็ไม่มีอะไรแล้ว เหนื่อยมากๆกับวันที่มี 25 ชั่วโมง ..
edit @ 28 Dec 2007 13:52:38 by Thee

#1 By วิน (192.165.213.18) on 2007-12-28 17:55