2 night in Beijing.. (part#3)
posted on 18 Dec 2007 11:05 by araidee in travellingกลับมาอีกแล้ว คราวนี้ตั้งเป้าหมายว่าจะอัพซักอาทิตย์ละครั้ง จะได้ไม่ต้องป่าวประกาศบ่อยๆ ..
อืมม มามะๆ อ่านกันต่อเลยสำหรับตอนสุดท้ายแล้วของการไปปักกิ่ง ..
เอ่อ แล้วก็ถ้าอ่านๆกันแล้วก็ลงชื่อไว้ด้วยก็ได้นะฮะ ไม่เก็บตังค์ๆ ฮี่ๆ แต่ปกติเราแอบไปอ่านของชาวบ้านก็อ่านฟรีๆไม่ลงชื่อเหมือนกัน ..
เรื่องจากตอนที่แล้ว มีจุดที่ซวยเกิดขึ้นแต่ลืมเล่าไป ก็คือว่าก่อนที่จะแยกย้ายกลับห้อง ก็พลันตระหนักได้ว่าหมวกไม่มีแล้ว เข้าใจว่าน่าจะทำตกสักที่ในหวังฟู๋จิ่งนั่นแหละ ไครเห็นเก็บมาคืนด้วยนะจ๊ะ ..
พอรู้ว่าทำหมวกหาย ตาก็บอกเราให้เช็คจากกล้องว่าภาพสุดท้ายที่หายคือที่ไหน แหมๆ ยังกะโคนันยอดนักสืบ แค่หมวกหายเอ้งไม่ใช่คดีคาดตะกรรมนะฮะ ..
แต่กลับมาแล้วเราก็มาแอบดูเอง แล้วก็พบว่า ภาพสุดท้ายของหมวกก่อนจะหายไปคือ
เป็นภาพนี้เอง ภาพที่อุ๊กบอกว่าเหมือนกะเราไม่ได้ไปจริงๆ ทั้งหมดเป็นการตัดต่อรูป ซึ่งดูแล้วก็เหมือนจริงๆแฮะ ..
ฝีมือคนถ่ายล้วนๆนะฮะเนี่ย ถ่ายให้ออกมาเหมือนรูปตัดต่อได้ ฮ่าๆๆ ..
เอาหล่ะฮะ เรื่องหมวกหายนับทดไว้ในใจเป็นเรื่องซวยๆเรื่องที่สองแล้วกัน .. ค่าหมวก 25 หยวน ซื้อจากต้าเหลียน .. (เคยถามที่มาบุญครอง ก็หมวกเหมือนๆกัน แต่บอกราคาแบบ 199 299 อะไรแบบนี้เลย แพงโคตรๆ)
อ่ะ มาต่อกันเลยที่เช้าวันสุดท้ายในปักกิ่ง (ฟังแล้วเหมือนกับว่าอยู่มาซะเป็นเดือน) ..
ตอนออกมาก็มีเหตุการณ์ระทึกขวัญนิดหน่อย คือจากที่เคยเห็นพนักงานเค้าทะเลาะทวงตังค์แขกมาแล้ว ตอนเราคืนกุญแจ เราก็ไม่พูดอะไรมาก เพื่อที่เค้าอาจจะได้คิดว่าเราเป็นคนจีน ไม่กล้าจะโกง .. แต่แล้วเค้าก็ถามอะไรมาซักอย่าง เราก็ตอบไป อืมมๆ จากนั้นเค้าก็บอกว่า มามะ จ่ายเงินมา 70 หยวนซะดีๆ เฮ้ย ว่าแล้วต้องโดนต้องโกง .. จิงดิ ..
เราก็เถียงๆๆ บอกว่า วันนั้นชั้นจ่ายมัดจำไปแล้ว วันนี้ชั้นจะไป ดังนั้นหน่ะ แกต้องคืนมัดจำชั้น ไม่ใช่ชั้นจ่ายให้แก .. ไปๆมาๆ กลายเป็นเรื่องเข้าใจผิด หมวยนั้นคิดว่าเราจะอยู่ต่ออีกคืน (ถ้าจะอยู่ต่อแล้วจะคืนกุญแจให้แกทามมาย) เลยจะเรียกเก็บเงินเพิ่ม ..
สรุปว่าก็ได้เงินมัดจำคืนมาอย่างปลอดภัย แถมหมวยยังบอกอีกว่า "ทีหลังแกก็พูดว่า check out สิ แค่นี้ชั้นก็เข้าใจ" แน่ะ..
:)
เมื่อคืนนัดกับตาว่าให้มาเจอกันสัก 8.30 - 9.00 กลัวว่าจะลำบากที่ตาต้องตื่นเช้าๆ แต่เข้าตัวบอกว่าสบายมากและจะไม่พลาดอีก ก็ได้มาเจอกัน 8 โมงเช้า ..
ปรากฎว่าไม่เลทจริงๆด้วย เจอกันแถวๆแม็คโดนัลด์ จากทั้งก็ขึ้นรถไฟฟ้าไต้ดินไปสถานที่แรกคือ วัดลามะ ..
วัดลามะเป็นงัย ..
(ประตูทางเข้า แต่เรามาถ่ายรูปตอนกลับออกมาแล้ว ..)
เป็นวัด เป็นวัดที่มีพระลามะอยู่ ตอนที่เราไปก็ยังอยู่นะ หลังจากเดินทางโดยรถไต้ดิน เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา จนในที่สุดก็มาจบที่สถานีนึง ชื่อว่าอะไรจำไม่ได้ละ ขอตั้งชื่อว่าสถานีวัดลามะ เพราะออกจากสถานี เดินไปอีกนิดเดียวก็ถึงเลย ..
(รถไฟฟ้าได้ติน ด้วยอันนี้แหละ นั่งไปวัดลามะ ..)
วันนี้หนาวเหมือนเมื่อวานเลย แถมไม่มีหมวกใบเก่ง แต่ก็สู้ๆ ..
ระหว่างทางจะมีคนเดินมาขายธูป เราก็ไม่ๆตลอด เดินๆไปก็จะมีร้านขายธูปที่ตั้งเป็นที่เป็นทางอยู่เยอะมากๆ แต่เราก็ไม่ได้ซื้อเข้าไปเลย แหะๆ คิดแค่ว่าจะเข้าไปดู ถ่ายรูป แล้วก็กลับไปกินเป็ดปักกิ่งแค่นั้น ..
แต่พอเข้าไปแล้วเห็นเค้าไหว้กันแล้วรู้สึกอายๆเหมือนกัน อยากจะจุดธูปไหว้บ้าง ไม่ได้เข้าวัดมาหลายเดือนแล้ว ..
สภาพภายในวัดเยี่ยมสุดๆ ดูเป็นวัดที่ได้รับการดูแลอย่างดี สมกับที่เก็บตั๋วค่าเข้าจริงๆ (25 หยวน) ฮ่าๆ ..
(ทางเข้าส่วนในของวัด โคตรจะโรแมนติก ..)
(ถังขยะก็ต้องเป็นลายธรรมะ)
(ทางเข้าชั้นใน ..)
(เก๋งจริงๆ)
(อันนี้น่าจะเป็นสิงโต ตาบอกว่าน่าจะเป็นตัวเมียเพราะมันเล่นกะลูก ตอนแรกรอจะไปถ่ายคู่กะตัวผู้ แต่ดันมีคนถ่ายไม่หยุดซะงั้น .. )
แม้ข้างในจะไม่ยิ่งใหญ่ กว้างขวางเหมือน กู้กงวังต้องห้าม แต่ก็คุ้มค่าตั๋วคับ สมควรไปดูอย่างยิ่ง ..
ลองมาดูรูปประกอบคำอธิบายกันนะฮะ ..
(ควันเยอะแยะเลย ไม่แน่ว่าข้างในอาจจะย่างเป็ดปักกิ่งกันอยู่ ..)
(ข้างในๆ จะเห็นว่าข้างหลังเรามีช่างกำลังซ่อมแซมกันสดๆเลย ..)
(สวยมากเลยอันนี้ มีสะพานเชื่อมไปยังตึกข้างบนด้วยนะ ..)
(มาวัดลามะ ถ้าท่านไม่ได้เห็นพระลามะ นับว่ายังมาไม่ถึงซะแล้ว .. )
ขากลับที่ออกมา ได้เจอกับคณะทัวร์ไทย คบคิดกับตาว่าจะไปแอบฟังว่าไกด์เค้าพูดอะไรกันบ้าง แต่ถ้าเค้าเริ่มสงสัยก็ให้พูดกันว่า ไท่กั๋วเหรินๆ แปลว่า คนไทยๆ ..
ได้ความรู้เยอะที่เดียวจากพี่ไกด์ เค้าบอกลูกทัวร์ว่าคุณต้องเข้าไปไหว้ที่นี่ๆก่อนนะ ตรงนี้มีธงอยู่เนี่ย มันคือธงที่เอาไว้ใช้อย่างงี้ๆ ประวัติความเป็นมาของแต่ละที่นี่เป็นยังงัยๆ นี่คืออะไรที่เราจะไม่ได้เลยกับการมาเที่ยวเอง ..
ออกจากวัดมาได้ เวลาประมาน 11 โมงโดยประมาณ ตั้งเป้าหมายต่อไปว่าจะไปกินเป็ดปักกิ่ง โดยการเดินทางต้องนั่งรถไต้ดินไปเหมือนเดิม เพื่อไปลงที่เฉียนเหมิน จากนั้นค่อยๆหาทางต่อไป ..
หลังจากนั่งมันจนจะครบทุกสาย รถไต้ดินก็พาเรามาถึง เฉียนเหมิน ยังจำได้ป่าว เฉียนเหมินที่อยู่ข้างหลังเทียนอันเหมินงัย ถ้าจะลืมกันแล้วก็ต้องบอกว่า ก็ไกล้ๆกับที่ชั้นทำกล้องตกงัยเล่า แหมๆ ทีอย่างงี้จำได้เลยใช่มั้ย ..
กลับมาเห็นจุดเกิดเหตุอีกครั้งแต่ก็ไม่มีเวลามาเฉื่อยแฉะแล้ว เป็ดปักกิ่งรอเราอยู่ ร้านที่ตาจะพาไปกินชื่อ li qun roast duck แปลว่าร้านเป็ดปักกิ่งของหลี่ชุน เราก็แปลมั่วๆอ่ะนะ แต่ชื่อร้านนี้อยู่ในหนังสือ lonelyplanet ซึ่งเค้าการันตีและฟันธงว่า "อร่อย" เรากะตาเลยเชื่อตามนั้น ..
ตาโทรไปถามที่อยู่และจองโต๊ะ ตอนนี้เริ่มคิดในใจ ร้านมันต้องใหญ่โตหรูหรา มีคนมากินเยอะถึงขนาดต้องจองโต๊ะ แหม มาไม่เสียเที่ยวจริงๆ แอบคิดไปน้ำลายไหลไป ..
แต่แล้วตาก็ได้คำตอบกลับมาว่า ไปตอนนี้ก็ยังไม่ได้กิน ต้องไปตอนหลัง 13.30 - 14.00 เพราะเค้าจะเริ่มย่างเป็ดตอนบ่ายโมง ถ้าไปก่อนก็ต้องไปนั่งรอเค้าย่าง แต่ถ้าไปหลังจากนี้เป็ดอาจจะหมด แหมๆ ย่างเป็ดมันก็ต้องดูเลิกดูยามกันด้วยเฟ้ย ไอ้คนย่างกะเจ้าของนี่ท่าจะมีกิน ย่างกันเล่นๆ ขายกันเป็นงานอดิเรก แต่ก็เอาเหอะ ทำตามเค้าว่าแล้วกัน ..
ว่าแล้วก็ต้องมาคิดหนัก ตอนนี้ 11.30 ถ้าจะให้ไปถึง 13.30 แล้ว 2 ชั่วโมงนี้ชั้นจะไปรอเปิบเป็ดกันที่ไหนดี .. แพลนตอนแรกคือหลังจากเป็ดกินเสร็จ เราก็จะไปหอระคัง (อะไรฟะ หาไม่เจออีกแล้ว ค ระคัง เมื่อกี้ก็ เลิกยาม ที่นึงแล้ว) แต่หอระคังนี้มันอยู่ค่อนข้างไกลเลย คืออยู่แถวๆวัดลามะ แค่จะไป-กลับ ก็น่าจะชั่วโมงนึงแล้ว เลยต้องเปลี่ยนแผนกันเดี๋ยวนั้น ตาเลือกเอามา 1 ที่ เป็นที่ที่เราไม่เคยคิดจะไปเลยนั่นคือ เทียนถาน ..
เทียนถานหรือชื่อไทยคือ หอบูชาฟ้าสววรค์วิมาน .. จริงๆอาจจะไม่ยาวอย่างนั้นแต่ชื่อนั่นก็บอกอยู่แล้วว่าคืออะไร เมื่อก่อน ฮ่องเต้จะใช้ที่แห่งนี้เพื่อมากราบไหว้บูชาฟ้า นัยว่าเป็นกุสโลบายอย่างนึงด้วยที่ให้ประชาชนของเค้าเห็นว่าฮ่องเต้คือคนจากฟ้า และต้องมีการรับส่งข่าวจากเบื้องบน .. นี้คือเท่าที่เคยอ่านมาและยังจำได้อยู่นะ ..
วิธีการเดินทางไปของพวกเรานั้น เพราะธนิตาบอกเราว่าถ้านั่งแท็กซี่ไปก็น่าจะตามมิเตอร์ขั้นต่ำ นั่นคือ 10 หยวน เลยพากันไปถามมอเตอร์ไซค์สามล้อแถวนั้นดู แต่ว่าเค้าก็บอกราคามา 10 หยวนเท่าๆกะแท็กซี่ ต่อก็ไม่ได้ อืมม นั่นสินะ แต่สุดท้ายก็เลือกนั่งมา ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนั้นคิดอะไรแฮะ แต่เอาเป็นว่าถึงเป้าหมายได้ด้วยเงิน 10 หยวน นั่งมาแบบเสียวๆนิดหน่อย พยายามจำเส้นทางว่ามันจะพาเราอ้อมเพื่อให้คุ้ม 10 หยวนรึเปล่าเนี่ย ...
(มอไซค์สามล้อ คันนี้เลยที่นั่งมาด้วยราคา 10 หยวนถ้วน ..)
พอมาถึงทางเข้า เทียนถาน แน่นอนว่าต้องเสียค่าเข้า (อีกแล้ว) หลังจาก ตอนที่แล้วที่สวนสาธารณะเป๋ยไห่ เราเกือบพลาดท่า เพราะไปซื้อตั๋วแบบเข้าได้ทุกที่มา แล้วต้องไปตระเวณเข้ามันให้คุ้มค่าตั๋ว ดังนั้นครั้งนี้เราเลยบอกตาว่า ซื้อตั๋วเฉพาะทางเข้าก็พอแล้ว ไม่ต้องขึ้นไปข้างบนแล้วกาน ตั๋วแค่ทางเข้าไปอย่างเดียวประมาน 10 หยวนได้ .. เพราะคิดว่าเวลาก็มี 2 ชั่วโมงเอง..
(ที่มือเราชี้นั่นคือเทียนถาน ตอนนี้ที่เราอยู่คือประตูข้างบนสุด ไล่จากบนลงล่าง เทียนถาน กำแพงเสียงสะท้อน และ ลานอะไรไม่รู้ ..)
เดินเข้าไปอย่าง งงๆ หลังจากผ่านหลายๆก๊วน เช่นก๊วน ร้องเพลงจีน ก๊วนสีซอ ก๊วนคนแก่นั่งคุยกัน เราก็มาถึงทางขึ้นเทียนถาน เอางัยดีหล่ะ ต้องตัดสินใจแล้ว คือตั๋วขึ้นเทียนถานเค้าขายเป็นแพ็คเกจพร้อมๆกับขึ้นอีกสองที่คือ กำแพงเสียงสะท้อน และ ลานอะไรสักอย่าง
ค่าตั๋วรู้สึกจะ 15 หยวนนะ ก็เท่าๆกับถ้าซื้อรวมมาตั้งแต่แรกนั่นแหละ ซึ่งคิดไปคิดมา (ต้องคิดหลายรอบหน่อย เพราะถ้าเราขึ้นไม่ใช่จะเปลืองเงินแค่เรา แต่เป็นตาที่มาเป็นไกด์ด้วย) ตาเพิ่งจะเคยมาแค่ครั้งเดียว คงยังไม่ซาบซึ้งเท่าไหร่ ดังนั้นขึ้นไปอีกครั้งก็คงไม่เป็นไรมาก .. ว่าแล้วก็ซื้อมาจนได้ เฮ้อ ยังต้องไปอีกไกลเลยกว่าจะถึงเป็ด ..
(ถึงแล้วเทียนถาน ..)
(ดีใจมากค่ะมาสองครั้งแล้ว ..)
(เทียนถานแบบเดี่ยวๆ)
ในเทียนถาน ขึ้นมาแล้วรู้สึกว่าตัดสินใจถูกแล้วที่ขึ้นมา แหม ถ้าไม่ได้มาเห็นเองนี่เสียดายแย่เลย เหอๆ ความคิดเก่าๆจากเพื่อนชาวปักกิ่งที่บอกว่ามันไม่มีอะไรนี่หายไปหมดเลย มันดูยิ่งใหญ่มากๆ สวยด้วย ที่สำคัญดูใหม่มากๆ สีสดใสเหมือนเพิ่งทาสีกันใหม่เมื่อวาน เหอะๆ ..
(ระหว่างกำลังรีบเดินไปอันต่อไป เจอคู่นึงขอให้เราถ่ายรูปให้ ดังนั้นเราก็เลยต้องให้มันมาถ่ายรูปคู่ให้เรากะตาด้วย ไหนๆก็ไหนๆ ..)
ต่อจากเทียนถานก็เป็น กำแพงเสียงสะท้อน สถานที่นี้ทั้งเราและตามาเป็นครั้งแล้ว งงๆเหมือนกันว่าไอ้ตรงไหนนะที่มันสะท้อน เอ๊ะแล้วมันสะท้อนยังงัย ที่เคยอ่านคือถ้าเรายืนอยู่อีกฝั่งแล้วเพื่อนอยู่อีกฝั่ง เวลาพูดไปเสียงมันจะวิ่งผ่านไปในกำแพงแล้วไปสะท้อนออกได้ที่ฟังของเพือน ...
ในที่สุดก็หาเจออันที่เราคิดว่าน่าจะใช่ มีคนเล่นกันอยู่หร่อมแหร่ม เราก็อายไม่รู้จะตะโกนว่าอะไรกี ตะโกนภาษาจีน คนจีนก็จะหัวร่อเอาว่าสำเนียงไม่ดี ภาษาอังกิต ตาสมิทส์ แซม และ มิเชลล์ ก็อาจจะอยู่ที่นั่นคอยขำ ถ้าจะตะโกนภาษาไทย พวกนั้นก็อาจจะคิดได้ว่าเรามาจากมองโกลรึทิเบต เพราะไปพูดภาษาอะไรไม่รู้ที่พวกมันฟังไม่ออก ..
ตะโกนไปแบบอายๆ ระหว่างนั้นก็ลองฟังเสียงที่ชาวบ้านเค้าตะโกนเล่นกัน เอ๊ะ เหมือนจะเวิรค์แฮะ ได้ยินๆ ..
(กำแพงเสียงสะท้อน .. ใช่ป่ะ? ตกลงมันคืออันนี้ใช่ป่ะ?)
อันต่อมาซึ่งเป็นอันสุดท้าย เป็น ลานอะไรก็ไม่รู้
มันเป็นลานกลางแจ้งซึ่งตรงกลางมีหินกลมๆก่อนนึง ตาบอกว่าช่าวบ้านเค้าจะขึ้นไปบนลานนี้แล้วตะโกนขึ้นไปบนฟ้า แล้วสิ่งนั้นที่ตะโกน (อธิษฐาน) จะเป็นจริง ..
แต่พอเราไปถึงไม่เห็นจะมีลิงที่ไหนตะโกนเลย เค้าแค่ไปยืนกันแล้วแอ็กท่าถ่ายรูป สงสัยไอ้พวกนี้มันจะไม่รู้ว่าต้องทำยังงัย แม่จะคิดได้อย่างนั้นแต่เราก็ไม่ตะโกนเหมือนกัน แต่ขึ้นไปถ่ายรูปก็พอ ..
(หินก้อนนี้แหละ ที่ต้องไปยืนแล้วตะโกนขึ้นฟ้า ..)
ตอนแรกคิดว่าวันนี้โชคดีที่กล้องทำงานได้ปกติ ตาถ่านเตรียมมาพร้อมอย่างเหลือเฟือ แต่หลังจากผ่านไปผ่านไป ตาเริ่มตระหนักว่ามีอะไรผิดปกติ แล้วเลยได้เจอว่ารูปที่ถ่ายมาทั้งหมดมันถ่ายในโหมดไซส์เล็ก ..
เหมือนจะเป็นปัญหาใหญ่สำหรับตา (เธอกรีดร้อง) แต่เราว่าไม่เป็นไรน่า เพราะว่าหลายต่อหลายครั้งที่ไปเที่ยวแล้วต้องมารวบรูป เราเกลียดนักรูปที่แบบรุปนึง 4 เมก ละเอียดกันได้สุดๆ แต่ไม่รู้จะเก็บไว้ที่ไหน ซึ่งสุดท้ายก็ต้องมาย่อๆให้เล็กๆเพื่อเก็บไว้อีกที .. ดังนั้นเมื่อเป็นรูปเล็กๆแล้วก็โอเคน่า แต่ดูแล้วรู้ว่าที่ไหนก็โอเคแล้ว ..
กลับออกมากได้อย่างปลอดภัยก็จริง แต่เดินในนั้นซะจนทั่วก็ทำให้เราหิวโซ โอยเป็ด อยากกินเป็ด ตอนนี้เวลา 14.00 ได้แล้ว ต้องรีบทำเวลาหล่ะ นัดจองโต๊ะไว้ไม่เกิน 14.30 แบบนี้ไปรถเมลล์ไม่ทันกิน(เป็ด) แน่ๆ ต้องแท็กซี่เท่านั้น ..
ว่าแล้วเราก็ได้ลองแท็กซี่ปักกิ่งก่อนเป็ดปักกิ่ง ตาบอกว่าเราโชคดีมาเลยได้ลองทุกอย่างตั้งแต่รถเมลล์ รถไฟฟ้าไต้ดิน รถแท็กซี่ แล้วก็มอไซค์สามล้อ ..
แท็กซี่มีที่กั้นระหว่างคนขับและผู้โดยสาร เหมือนกะที่เราได้อ่านๆมา .. และโชคเข้าข้างเราในวันนี้ที่คนขับรู้จักว่าร้านที่เราจะไปนั้นอยู่ที่ไหน .. แต่ก็นั่นแหละ เราก็ระแวงด้วยการดูทางตลอดว่ามันจะพาเราอ้อมป่าววะ สุดท้ายไม่รู้เป็นงัย มันขับ(เหมือนจะ)วน จนเราก็เดาไม่ถูกแล้วว่ามันพาอ้อมป่าว แต่ในที่สุดก็พามาถึงที่ด้วยราคา สิบกว่าหยวน ..
(ของแท้ต้องมีรูปนี้นะฮะ ...)
เห็นสภาพทางเข้าแล้ว ทุกท่านโปรดลืมไปที่เคยจินตนาการว่ามันคือร้านเป็ดสุดหรูใจกลางเมือง เพราะสภาพเป็นเหมือนร้านขายถ่านในนิยายเรื่องอยู่กับก๋ง จริงๆนะ เห็นสภาพตอนนั้นแล้วไม่รู้เป็นงัย นึกถึงนิยายเรื่องนี้มาทันที เคยอ่านกันใช่ป่าว รู้สึกว่ามีในหนังสือเรียนด้วยหน่ะ ตอนสัก ม.ต้นได้ ..
แต่นั่นแหล่ะ มันต้องร้านแบบนี้แหละถึงจะมีของอร่อยในราคาไม่แพง คิดปลอบใจตัวเองก่อนแล้วก็พากันเดินเข้าไป .. แหม เล็กกว่าที่คิดแฮะ ..
(เป็ดส์ ..)
(ศพเป็ดส์พวกนี้อยู่ข้างๆโต๊ะที่เรานั่งเลย แต่ละตัวนี่อ้วนจริงๆเลย)
มาถึงก็จะเริ่มสั่ง แต่ดูราคาแล้วสะดุ้งเล็กน้อย ราคาเป็ดตัวนึงอย่างเดียวประมาน 120 แล้วปกติเวลาจะกินเป็ดเค้าจะกินคู่ไปกันแป้งแผ่นกลมๆ + หัวหอมผ่าเป็นแท่งๆ + แตงกวาแท่ง + ซอสสูตรเฉพาะ ทั้งหมดนี้เอามาห่อด้วย แป้งที่ว่านั่นแล้วก็กินไป นับเป็น 1 คำ ตะกละมากก็ใส่เป็ดมาก อยากผอมก็เพิ่มผักเอาแล้วแต่ชอบ .. ที่ร้านนี้ ราคาเป็ด 1 ตัวรวมเครื่อง 1 ชุดก็ตก 138 หยวนจีน .. อะไรกันในหนังสือ lonelyplanet บอกว่า 88 หยวน .. เราเลยขบคิดมาว่า มากันแค่สองคน กินครึ่งตัว อย่างมากก็ 60 หยวน แต่เศร้าเลยเพราะเค้าไม่ขายครึ่งตัว .. .. แต่ก็ต้องกิน ไม่กินก็อดตาย เพราะข้าวเช้าก็ไม่ได้กินมา ฮือๆ ..
(นี้คือของที่กินคู่กับเป็ด ในรูปขาดไปอย่างคือ แป้งโรตีกลมๆบางๆ ..)
ปกติเราไม่ค่อนชอบกินผักอยู่แล้ว ยิ่งเป็นผักสองอย่างนี้ต้องขอบาย เลยซัดแต่เป็ดกะแป้ง ตาก็บอกว่าระวังเลี่ยนนะแก หลังจากจานแรกผ่านไปก็เลี่ยนได้จริงๆ จากเป็ด 1 ตัว เค้าแล่แต่เนื้อติดหนัง และหนังติดเนื้อมาได้เป็นสองจาน แรกๆก็ เฮ้ยอะไรกัน เป็ดตัวละ 500 (บาทไทย) แน่ะ ได้ออกมาแค่ 2 จาน ตกจานจะ 250 (บาทไทย) น่ะ จะกินอิ่มมั้ยเนี่ย (ตามประสาคนกะลังหิว) แต่ผ่านไปจานครึ่งก็ทนเลี่ยนเริ่มไม่ไหวละ เราเลยสั่งข้าวเปล่ามาชามนึง คีบเป็ดจุ่มซอสแล้วก็กินกะข้าวร้อนๆเนี่ยแหละ กะว่าต้องกินให้คุ้ม เอาให้มื้อนี้ มื้อเดียวเท่ากะกินสามมื้อเลย ทั้งราคาและความอิ่ม ..
(ฆาตก๊อนๆๆ ..)
(แล่มาได้แบบนี้ 2 จาน)
ไหนๆก็ไหนๆ แค่นี้มันยังน้อยไป เลยสั่งกันมาเพิ่มเป็นซุบโครงกระดูกเป็ด เอามาซดแก้เลี่ยน ซึ่งเจ้าของร้านเป็ดนี้ มองไปทางไหนก็กำไรเห็งๆ เป็ดแล่เนื้อติดหนังไปแล้ว เนื้อติดกระดูกนี่ก็เอาไปทำกับข้าวได้อีก ซึ่งร้านนี้ถ้าเราจะให้เค้าทำกับข้าวต้องจ่ายอีก 20 ต่อจาน เลยไม่เอาดีกว่า แต่ตาบางร้าน เค้าถือว่าเป็นที่โดนแล่แล้วเนี่ยเป็นของเรา แล่เสร็จเค้าก็จะมาถามว่าจะให้เอาไปทำอะไรมั้ย เค้าทำให้ฟรี แน่ะ ร้านดีๆก็มีนะเนี่ย ..
(เรากินแต่เป็ด แต่ว่าหารเท่า 555 ..)
กินเป็ดเสร็จ เช็ดปาก ก็มาถึงเวลาระทึกใจ .. คิดเงินๆๆๆ ..
เสี่ยวเอ้อเดินเอาบิลล์มาวางที่โต๊ะเรา เราเห็นตัวเลขแล้วก็อุทานเบาๆ นี่มันจะบ้าไปแล้ว .. (ถ้าจำไม่ผิด)รวมๆแล้วเกือบๆ 180 ได้ คร่าวหน้าเราจะจำไว้ ถ้ามากินเป็นนี่ต้องพากันมาหลายๆคน ... รึไม่งั้นก็จะต้องไม่มาร้านี้ ..
(กินซะเกลี้ยงเลย เงินในกระเป๋าก็เช่นกัน .. อ้อ น้ำชาที่เห็นนั่นต้องซื้อนะฮะ เป็นชารีฟิล กาละ 10 หยวน ..)
ตรงทางออกเราเลยได้เห็นเค้าแปะรูปคนดังๆมากินที่นี่กันหลายคน .. ที่จำได้คือรัฐมนตรีต่างประเทสศของกรีซ เเล้วก็รู้สึกจะมีอีกหลายคนเลย รวมถึงเราด้วย :D
(ถ่ายรูปคู่ไว้ซะหน่อยพองามเพราะรู้สึกว่าจะไม่ได้มาอีกนานเลย ฮ่าๆ.. )
(กับป้ายที่หน้าร้าน เธออิ่ม ..)
กินเป็ดเสร็จแล้ว เป้าหมายถัดไปคือ ไปช๊อบปิ้งซื้อของฝากอีกเล็กน้อยแล้วก็แวะหอตา เอาเป้กะโน๊ตบุ๊ค จากนั้นก็ไปสนามบิน เครื่องออกตอน 20.30 ตอนนี้ประมาน 15.30 ได้ ..
เดินทางต่อไปที่ซื้อของฝากซึ่งอยู่ไกล้ๆกับหอพักตาโดยการเดินไปขึ้นรถไต้ดิน จากนั้น ก็นั่งมอไซค์สามล้อ(อีกแล้ว)
พอถึงเป้าหมายที่ซื้อของฝากเสร็จก็เริ่มมืดแล้วตัดสินใจไปหอตาด้วยการเดินกลับ ทางก็มืดๆ หอก็เก่าๆนิดนึง ลิฟท์เก่าๆ บรรยากาศเหมือนจะถูกหลอกมาฆ่าทิ้ง แต่ก็ถึงห้องตาจนได้ ..
ห้องพักตาเป็นเหมือนอพาทเมนต์ มี 3 ห้องย่อยๆ เรานั่งรออยู่ห้อง(ที่ไม่น่า)นั่งเล่นด้วยความกระวนกระวายใจ เฮ้ย 5.30 แล้ว ตาเข้าไปโหลดรูปจากคอมลงการ์ด และก็จะเรามาส่งต่อให้กะเราเพื่อถ่ายลงคอม .. รูปเราก็อย่างเยอะ 5 โมงครึ่งกว่าแล้ว ชั้นจะตกเครื่องมั้ยเนี่ย ..
ที่จริงน่าจะไปทันเครื่องออก 20.30 อยู่แล้วแหละ แต่ว่าที่กังวลก็คือต้องไปรับกระเป๋าเดินทางที่ฝากไว้ในเวลา 6.30 ก่อน ไม่มีอะไรก็แค่กลัวโดนค่าปรับแค่นั้นเอง แหะๆ เพราะจากที่เคยนั่งขามา ต้องใช้เวลา เกือบชั่วโมงแน่ะ ระหว่างในตัวเมืองกับสนามบิน ..
แต่ไม่น่าจะเกิน 5.40 ทุกอย่างก็เรียบร้อย เราเรียกได้ว่าวิ่งออกมาหาแท็กซี่ เพื่อที่จะไปขึ้นรถเมลล์ต่อไปแอร์พอร์ท .. อ้าว รีบแล้วทำไมไม่แท็กซี่? คือว่าถ้าไปแท็กซี่เนี่ย ค่าแท็กซี่เนี่ยอาจจะเป็นร้อยได้ แต่ต่อให้เค้าปรับค่ากระเป๋าเราที่ทิ้งไว้เกินไป 1 ชั่วโมง อย่างมากถ้าเค้าปรับให้เต็มที่เลยว่าเกินไป 1 วันเต็มก็ 30 หยวนเท่านั้น .. เหมือนจะเป็นเรื่องใหญ่เนอะ ...
พอมาถึงที่ขึ้นรถก็ได้เวลาบอกลาธนิตาสักที เฮ้อ เศร้าเหมือนกันนะเนี่ย หวังว่าจะได้เจอกันที่ต้าเหลียน รึไม่ก็ชั้นกลับมาคราวหน้าต้องมาดูแลชั้นอีกนะ ..
นั่งบนรถไปอย่างกระสับกระส่าย คนที่นั่งข้างๆมันคงคิดว่าไอ้นี่มันเป็นอะไรนักเนี่ย ถ้าเปลี่ยนลงไปขับเองได้มันคงลงไปละ ..
ในที่สุดก็มาถึงสนามบินเราออกจากรถเป็นคนแรกแล้วก็วิ่งไปที่รับฝากกระเป๋า เฮ้อ มาเร็วไป 2-3 นาทีซะด้วยซ้ำ ไม่น่ารีบเล้ย ..
พอได้กระเป๋าก็เข้าไปเช็คอิน แต่เจอเรื่องซวยอีกอย่างนึง คือ ปากกาหาย ทั้งๆที่ตาบอกเราแล้วว่าสนามบินที่นี่มันต่างกะที่อื่น เพราะมันจะต้องให้เราเขียนใบคำร้องเพื่อที่จะขอเข้าไปในโซนเช็คอินก่อน .. ที่ผ่านๆมาไม่เคยจะเห็น เอาหล่ะซิ ปากกาก็ไม่มี .. สนามบินก็ไม่มีปากกาฟรีให้ใช้ด้วย
ระหว่างที่กำลังมองๆว่าจะขอยืมไครดีก็เจอกับคณะทัวร์คนไทย "มาทางนี้ครับ มาทางนี้ .. " ," เขียนเสร็จแล้วก็ยื่นให้เจ้าหน้าที่นะครับ .." เจอเยอะไปหมด ไม่รู้จะขอยืมไครดี .. เราเลือกมาคนนึงดูท่าทางไม่ค่อยเป็นพิษเป็นภัย แต่ไปขอยืม เราเกิดงงว่าจะพูดว่าอะไรดี ถ้าพูดว่าเป็นคนไทย เห็นที่จะต้องอธิบายกันยาว ประมานว่าแหมพ่อหนุ่มมากับทัวร์ไหน? อ้าวทำงานที่จีนหรอ? ก่อสร้างรึว่าเด็กเสิรพ? ลูกเต้ามีรึยังหล่ะ? คิดได้แบบนี้ก็เลยยื่นมือไป ปากขยับว่า แคน ไอ..
พูดได้แค่นั้นแล้วเค้าก็ดึงปากกาแล้วเดินหนีเข้าไปเลย หง่ะ ผมไม่ได้จะขโมย จะแค่ยืม .. พ่อคนไทยน้ำใจงาม ..
พอเป็นแบบนี้เลยเปลี่ยนมาที่แหม่มคนนึง เราเข้าไปดูๆเค้าเขียน กะว่าเขียนเสร็จแล้วจะเป็นโอกาสให้เรายืมละ คือตอนเค้าเขียนเราก็เป็นคนดี ไม่กล้าจะบอกว่าเดี๋ยวแกเสร็จชั้นต่อนะ ก็กลัวรบกวนเค้า เลยมองเฉยๆ .. แต่พอแหม่มเห็นเรามองก็ทำเป็นเขียนแบบหลบๆซะอีก เหมือนกลัวเพื่อนลอกข้อสอบแบบนั้นอ่ะ ..
แล้วเราจะเข้าไปยังงัยเนี่ย .. ว่าแล้วก็เลยเดินๆมันรอบๆนั้นแหละ เผื่อมีไครให้พึ่งพิงได้ และแล้วก็ได้เจอ ปากกาเมจิก แบบที่มีสองด้านอ่ะ หัวใหญ่กับหัวเล็ก เอาวะ นี่แหละ เราเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ ..
ปากกาก็พิการนิดหน่อย หัวเล็กๆ มันบาน เขียนแล้วดันใหญ่กว่าหัวใหญ่ เราลองเสียไปหลายใบ ในที่สุดก็จับทางได้ เอาด้านใหญ่มาตะแคงเขียน เขียนไปก็ระแวงไปกลัวว่าเป็นของไครสักคนเค้าลืมไว้ จะเดินเอาไปเขียนตรงอื่นให้เจ้าของหาไม่เจอเดี๋ยวก็จะว่าเราขโมยอีก ..
พอเขียนเสร็จก็เอากลับไปไว้ที่เดิม คนข้างๆก็มองแปลกๆ ไอ้นี่ สงสัยมันตั้งใจจะลืม ..
เอาเป็นว่าเราเข้ามาได้ถึงที่เช็คอิน คนที่ตรวจตอนแรกๆ ทำท่างงๆหน่อยว่าทำไมใช้ปากกาใหญ่จังฟะ แต่ก็ให้เราผ่านเข้ามาได้ ..
เข้ามาเรื่อยๆจนถึง ที่นั่งรอขึ้นเครื่อง ถึงตอนนี้ก็ได้เวลาโทรร่ำลา เอาเป็นว่าจบในส่วนของปักกิ่งไว้ที่นี่แล้วกันนะ ..
edit @ 19 Dec 2007 17:25:03 by อะไรดี
edit @ 27 Dec 2007 14:07:31 by Thee

ปล. แกก็ยิ้มเหมือนเดิมทุกรูปเลยเนอะ!!
#1 By
มาสเตอร์แชมป์ on 2007-12-20 23:36