2 night in Beijing.. (part#2)
posted on 12 Dec 2007 12:48 by araidee in travellingขอโทษทีหายไปซะนาน กว่าจะมาต่อตอน 2 ได้ เหอๆ..
หลังจากเริ่มต้นเดินด้วยการไปชื่นชมเทียนอันเหมิน จตุรัสที่เคยคิดมาตลอดว่ายิ่งใหญ่มาก แต่พอมาดูจริงๆแล้ว แหะๆ ก็ใหญ่นะ แต่อาจจะน้อยกว่าที่จินตนาการไว้อ่ะ หรืออาจจะด้วยเพราะมีถนนมากั้น ..
เดินๆอยู่สักพักตาก็ชี้ชวนให้ดูตึกฝั่งข้างๆ จำไม่ได้แล้วว่าเอาไว้ทำอะไร แต่บรรยายจาภาพคือมีป้ายเวลานับถอยหลังโอลิมปิค ตอนไปถ่ายได้จังหวะดีมากเลยเพราะว่าเหลือ เวลาเท่านี้ .
กลับมาขยายดูแล้วถึงเห็นว่าถ่ายได้เลขตรงกันพอดี เหลือเวลา 258 วัน 10 ชั่วโมง 10 นาที 10 วินาที ..
จากนั้นก็เดินต่อกันไป เจอตึกด้านหลังซึ่งเป็นที่เก็บศพของประธานเหมา
มีคนจีนต่อแถวเพียบเลยเพื่อจะขึ้นไปดูศพ ตาเล่าว่าได้แค่ขึ้นไปชำเลืองแวบแล้วก็ห้ามถ่ายรูป ซึ่งคนก็เยอะมากเพราะว่าเค้าไม่เก็บค่าดู ... แต่เพราะเราไม่ได้รู้สึกอะไรกะเค้าเลยไม่ได้ขึ้นไปดู ..
ผ่านมาข้างหลังของข้างหลัง ตรงนี้เรียกว่าเฉียนเหมิน (จากที่จำได้ล้วนๆ ผิดถูกแก้ให้ด้วยน้า ..) ตรงที่มีที่ให้ถ่ายรูปคือสถานีรถไฟเก่า .. แต่จริงๆมันไม่ค่อยจะเก่าเลยนะ หัวลำโพงเนี่ยยังดูเก่ากว่าอีก (ตอนนี้รู้สึกว่าข้างในเค้าตกแต่งใหม่ใช่ป่าว?)
ถ่ายๆ อยู่ก็เจอตาแก่คนนึงเรียกให้หลบแล้วเพราะเค้าจะถ่ายรูปให้เมียสาว ด้วยความแค้นเลยถ่ายรูปมันมาด้วย ..
คนจีนที่ที่ท่าทางที่จะถ่ายรูปเนี่ยโคตรตลก เคยเห็นตามฟอเวิร์ดเมลล์กันใช่ป่าว ..
แอบถ่ายรูปชาวบ้านเสร็จก็เดินๆต่อมา แล้วก็เกิดเหตุการณ์ซวยเรื่องที่ 1
กล้องตก .. ประมานว่ามันหนาวเราเลยใส่ถุงมือเวลาถ่ายรูป แต่ความรู้สึกตอนนั้นต้องการถอดถุงมือจะได้ถ่ายได้สะดวกๆ แต่จังหวะที่ถอดถุง ..
ถุงดันไปเกี่ยวกะสายคล้องมือของกล้องแล้วก็ ผลั่ว .. ตุบๆๆๆๆๆ.. กลิ้งไปเป็นสิบรอบเลย ที่โชคร้ายคือตอนนั้นกล้องยังเปิดอยู่ส่วนเลนส์ที่ซูมก็ยื่นมาแบบสุดๆ (ก็เพราะเพิ่งซูมไปถ่ายเมียสาวของตาแก่คนนั้น ..) พอมันร่วง (และกลิ้ง) เราหยิบมาเปิดมันก็ไม่ยอมติด .. แถมปิดก็ไม่สนิทดี มีเผยอๆด้วย ..
เอางัยดีฟร่ะ เพิ่งเริ่มเดินไม่เท่าไหร่ก็มาซวย สงสัยวันนี้จะไม่จบด้วยดี ...
ตาก็ปลอบใจด้วยการโชว์ว่า ไม่ต้องวอรี่ ยังมีกล้องชั้นอีกอัน ยังงัยได้รูปสวยๆกลับไป(คุ้มค่าซ่อมแหง๋คร่า ..)
ตอนนั้นเลยเดินเซ็งๆนิดนึง พร้อมๆกับทุบๆตรงเลนส์นิดหน่อย .. เอ๊ะ เปิดติดแล้วนี่ อะไรกัน ..
พอลองถ่ายได้อีกสักหน่อย ลองปิด แล้วเปิดใหม่ไม่ได้อีกละ โอ้ ชีวิต ..
แต่ก็ไม่เป็นไร หลังจากนี้ไปจะมาดูรูปจากตากล้องตานะคร้าบ เจ้าตัวออกตัวว่ารูปที่ถ่ายมาเนี่ย เอียงทุกรูปแน่นอน เชิญติดตามนะครับ ..
เริ่มจากมาถ่ายซ่อมกู้กงซะหน่อย เลือกจังหวะไม่มีคนแล้วนะเนี่ย ..
จากนั้นก็เริ่มเดินข้ามสะพานเข้าไปข้างใน พอถึงแล้วเกิดปาติหาน กล้องเรากลับมาใช้งานได้อีกครั้ง โอ้วมันยอดมาก เลยได้ภาพข้างในมานิดหน่อย ก่อนที่จะไปซื้อตั๋วเพื่อเข้าสู่ข้างในจริงๆ (ไหนตอนแรกแกบอกว่าอันนี้ข้างใน) ..
สรุปว่าถ้าอยากเข้าไปเห็นพระราชวังจิงๆต้องซื้อบัตรคนละ 40 หยวน ถ้าเป็นนักเรียนลดได้ครึ่งนึง อ้าวงั้นก็ซื้อบัตรนักเรียนสิเฟ้ย แต่แหมๆ บางทีเค้าเช็คบัตรนักเรียนควบคู่กะบัตรเข้าสำหรับนักเรียน ดังนั้นเลยลดความเสี่ยงด้วยการที่เราซื้อบัตรผู้ใหญ่ซะ 40 แหน่ะ (แปลงเป็นเงินไทยคูน 4.6 นะ บอกไปแล้วไม่จำ) ..
ซื้อมาเสร็จแล้วมีชาวบ้านจะมาหลอกขายบัตรเข้าสำหรับนักเรียนให้เราในราคา 30 หยวน หนอยแน่ะ ไอ้พวกนี้ อาจจะจะแอบเห็นเราคุยกับตาในภาษาอื่นเลยปรี่เข้ามาถาม ..
หลังจากมีบัตรเรียบร้อยก็เดินเข้าอยากภูมิใจ + แอบปลื้มที่กล้องกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง ฮ่าๆ..
เข้าสู่ข้างใน (อีกแล้ว) มีทางแยกให้ไปต่อ นั่นคือซ้าย ขวา และ เดินตรงไปข้างหน้า (เพื่อจะไปไหน) เพื่อจะไป "ข้างใน" อันต่อไป ..
พอเลือกมาทางด้านขวาก็เจอกับสวนหย่อมๆ ..
เราเริ่มกันจากเก็บรูปบริเวณนั้นแล้วฉีกออกไปทางซ้ายก่อน ไม่เบาเลย ไม่สวนอยู่ข้างหลัง และตึกอีกหลายหลัง แรกๆก็ตื่นตาตื่นใจอะนะ หลังๆไปเจอแบบอะไรอย่างนี้อีกเป็นสิบๆเลยไม่มีความรู้สึกแล้ว ..
กลับเข้ามาสู่เส้นทางตรงกลางเพื่อจะเข้าไปข้างในของข้างใน(ของข้างนอกสุดอีกที) เพราะว่าด้านขวาตาเคยไปแล้วบอกว่าไม่มีอะไรเท่าไหร่ เลยตกลงกันว่าเดินตรงๆไปเลยดีกว่า ..
เข้ามาถึงข้างใน (เหอะๆ) ข้างในอันนี้ปกติจะมีผ้าคลุมครอบวังที่ใหญ่มากๆอันนึง ที่กำลังก่อสร้างเพื่อให้เสร็จทันโอลิมปิค แต่ตอนนี้เค้าเอาออกแล้ว นัยว่าเกือบจะเสร็จ รึไม่ก็เอาผ้าที่คลุมไปซักบ้าง เราเลยได้เห็นสภาพระหว่างที่ซ่อม (แต่ก็ไม่เห็นมีคนงานที่ซ่อมทำงานนะคับ อาจจะทำกันในตอนกลางคืน)
(ชูสามนิ้วบอกว่าชั้นมาสามครั้งแล้ว ..)
มาถึงจุดไคลแม็กซ์ เป็นจุดจบของชีวิตกล้องเรา หลังจากยื้อยุดมาได้พักนึง เราก็ใช้งานถ่ายรูปมาได้จนถึงที่นี่ กล้องเราก็ไปต่อไม่ไว้ แฮงค์เอาดื้อๆ ปิดก็ไม่ได้ เลนส์ยื่นๆออกมาอย่างงั้นเหมือนตอนที่ตกลงมาตายใหม่ๆ จะเปิดก็จะมีเสียงดังกร๊อกแกร็กสองทีเหมือนอะไรขัดในนั้น .. เอาหล่ะ สู่สุขติเถิดนะ .. แต่สภาพศพนี่ไม่สวยเลย คือมันตายในสภาพเลนส์ยื่นแบบนั้นเราก็ไม่รู้จะเก็บยังงัย ใส่ซองก็ล้น ในถุงเซเว่นก็กลัวเดี๋ยวถ้ากระแทกหรือตกอีกคราวนี้อาจจะได้เป็นสองท่อน เลยยัดใส่กระเป๋าเสื้อแล้วมันก็ยื่นๆออกมาอย่างั้นตลอดเวลาที่เดินทางต่อ ..
(ภาุพสุดท้ายที่ได้ถ่ายไว้)
แต่ความซวยไม่จบแค่นั้น และไม่เกิดกะเราคนเดียว กล้องตา ต่อมาไม่กี่นาทีก็งอแงแล้วแจ้งว่าแบตโลว์ๆ สักพักก็แน่นิ่งไป แม้แกะถ่านออกมาถูกันแล้วเขย่าไปมา ก็ไม่ได้ช่วยให้อายุยืดไปถ่ายได้สักกี่รูป สุดท้ายเลยต้องตัดต่อเอาถ่านเราไปใส่กล้องถ่ายรูปตา .. ถึงตอนนี้เรารีถามไว้เลยว่าแล้วเมมโมรี่หล่ะ ใช้ของอะไร กลัวว่าอาจจะซวยเมมเต็มอีก .. แต่โล่งใจได้เพราะทั้งสองเป็นกล้องแคนนอนใช้เอสดีการ์ด ..
(ถังดับเพลิงในสมัยก่อน ..)
เล่ากันยาวไปเลยสำหรับเรื่องกล้อง เอาหน่ะ ต่อมาก็เดินเข้ามาอีกหน่อย แน่นอนว่าเข้ามาข้างในอีกแล้ว ข้างในอันนี้น่าจะเป็นอันสุดท้ายแล้ว เพราะมีตึกต่างๆเยอะมากๆ เพราะกล้องเราไม่มีแล้ว ดังนั้นเราก็เดินไปเรื่อยๆ ตาก็ถ่ายรูปไปเรื่อยๆ เจอไครเค้าถ่ายมุมไหนสวยๆ หลังจากเค้าไป เราก็จะไปถ่ายมั่ง ..
ในที่สุดก็มานั่งกินไก่เป็นอาหารกลางวันตอนเกือบบ่ายโมง เป็นไก่ชิ้นเล็กๆจากแม็คโดนัลด์ที่ตาซื้อเก็บไว้นานมากแล้ว พอเรามาก็ได้โอกาสขุดมากินกัน อิ่มไปเลย ..
(มุมที่ไปแอบถ่ายตามเค้า .. เหมือนจะไม่เอียงนะ ..)
ต้องขอบคุณมากเลยที่อุตส่าห์ซื้อมาแล้วแบ่งให้เรากิน ตอนแรกคิดว่าเดินเสร็จซักเที่ยงๆแล้วเดี๋ยวออกไปหาก๋วยเตี๋ยวที่ซอยตรงทางออกกิน แต่ปรากฎว่า หายากมาร้านข้าวเนี่ย ถ้ามาคนเดียวอาจจะอดตายได้ เพราะเราก็อ่านไม่ออกว่าอันไหนคือร้านข้าว (คำว่าทางออกยังอ่านไม่ออกเลยอ่ะ เหอะๆ) ..
หลังจากกินโคตรไก่ม่ายตังเหลา(อันกระจิดริด แต่ราคาใหญ่เท่าในรูปที่โคตสะนา) เราก็เดินกันต่อ ..
(ตึกเก่าๆหาได้ยากหน่อย เดี๋ยวนี้เค้าปรับปรุงทาสีใหม่ซะมากมาย ..)
(ประตูไกล้ๆทางออก ..)
(กุญแจจีนแบบเก่า กะกุญแจจีนแบบใหม่ แน่ๆว่าเมคอินไชน่า ..)
วันนี้อากาศค่อนข้างหนาวทีเดียว (สำหรับเรานะ) แดดก็ไม่ค่อยจะมี ถ่ายรูปออกมาก็มีแต่หมอกๆ ..
ในที่สุดก็เดินไปถ่ายไปจนถึงทางออกจนได้ แม้จะเป็นเวลาบ่ายแล้วแต่หมอกยังเยอะเหมือนเดิม พอออกมาแล้วก็เห็นควรว่าจะถ่ายรูปคู่สักรูปนึง (หลังจากถ่ายรูปเดี่ยวๆไปหลายร้อย) เลยมองหาแถวนั้นก็เจอป้าดำคนนึง (คนละตัวละครกับป้าดำที่พักที่เดียวกะเรานะ (เอ๊ะ รึว่าคนเดียวกันหว่า ..)) ไม่ว่าจะอย่างไรก็ได้รูปมา ..
รอดตายออกมาจากกู้กงด้วยไก่ของตา เป้าหมายต่อไปคือเป่ยไห่ ซึ่งเป็นสวนสาธารณะ .. พร้อมๆกับต้องหาอะไรกินกันตายด้วย ..
เดินๆมาได้สักพักเลยเจอกับร้านขายของข้างทาง เป็นเหมือนโอเอซิสในทะเลทรายทีเดียว ซึ่งราคาน้ำขวดก็แพงดังทองเหมือนกัน .. สุดท้ายเลยได้แต่ซื้อ แฮมเบอร์เกอร์ มาชิ้นนึง ด้วยราคา 5 หยวน .. (ชั่งใจอยู่นานเลยระหว่างข้าวโพดฝักละ 4 หยวนกะอันนี้) หลังจากซื้อก็กัดกินรองท้องไปเรื่อยๆเลยเริ่งรู้สึกว่าไม่ถูกต้องละ มันเหมือนจะเหม็นๆ เซ็งเลย รู้งี้น่าจะเลือกข้าวโพดต้มร้อนๆ ...
(ข้างในเป่ยไห่)
เดินเข้ามาในเป่ยไห่ด้วยตั๋วที่(ต้อง)ซื้อ น่าจะประมาน 20 หยวนได้มั้ง (อันนี้ลืมจริง) แต่ที่จำได้คือมันเป็นตั๋วที่มี 3 ส่วน ใช้ดูได้ 3 สถานที่ แต่ก็นะ กว่าจะหาว่าแต่ละที่มันอยู่ตรงไหนนี่ก็เหนื่อยเลย เพราะดูจากแผนที่แต่ละทางเข้า - ออก แต่ละทีมันเปลี่ยนไปทุกครั้งเลย เหมือนกับวาดแผนทีคนละที อย่างงั้นเลย ..
มีที่นึงที่ชาวบ้านส่วนใหญ่เค้าจะมากันก็คือเจดีย์ขาว จังหวะที่เรากะลังเดินผ่านทางขึ้นที่นี่ มีกลุ่มแม่ลูกชาวจีนคุยกันบอกว่า "เก็บตังค์ป่าวเนี่ย ถ้าเก็บอย่าไปขึ้นมันเลย (อะไรฟะค่าตั๋วก็จ่ายไปแล้ว *#—……%#¥^%!^#%$!%$)" ในวงเล็บคือเราคิดเองนะ แฮะๆ
(ถ้าต้องเสียเงินอีกต่อ ชั้นก็ไม่ขึ้น ..)
เพราะจับใจความได้แค่นั้น เลยชวนตาไปดูกันว่าต้องจ่ายเงินขึ้นอีกป่าว เดินไปก็เจอซุ้มขายตัวตั๋วอีก
เลยคิดกันว่า นั่นงัย มันกะฟันเราแน่แล้ว ไม่เอาดีกว่า
ตาก็เคยขึ้นไปดูแล้วด้วยเราเลยบอกว่าผ่านไปแล้วกันเจดีย์ขาวๆอันเดียว
ไม่ขึ้นไปดูก็ได้ฟระ
เดี๋ยวไปหามุมดีๆแล้วถ่ายรูปคู่กะเจดีย์โดยไม่ต้องเสียตังค์ดีก่า ..
(เจดีย์ขาว เจอเป็นถ่าย ..)
เดินไปสักพักเจดีย์ขาวๆก็โผล่ออกมาให้เราได้แอบถ่ายเป็นระยะ จนในที่สุด ฝันเกือบจะเป็นจริง เมื่อเห็นเป็นช่องทางที่คนทยอยเดินลงกันลงมา .. เมื่อมีทางลง มันก็น่าจะขึ้นไปได้นะ ฮ่าๆ ..
พอเริ่มคิดชั่วแล้วเราเลยปรี่ไปถามซื้มคนนึงที่เดินเซื่องๆลงมาอยากผวา ว่าทางนี้ขึ้นไปได้มั้ย ..
เหมือนซื้มคนนี้จะมีคนมาถามทางแกบ่อยๆเลยยิ้มอย่างรู้ทันแล้วก็บอกว่าก็ได้นะ แต่ขึ้นไปแล้วเอ็งก็ต้องซื้อตั๋ว ..
หง่ะ ท่าทางซื้มคนนี้น่าจะรู้ทันเรา เราเลยเชี่ยๆแกซะแล้วเดินมาบอกผลลัพท์กับตา ..
แต่ก็ตกลงกันเหมือนเดิมว่า "ถ้าต้องจ่ายเงิน ชั้นก็ไม่ขึ้น" ฮ่าๆ ..
เดินไปจนสุดด้านหลังของเดอะเจดีย์ ก็ได้เจอกับอีกทางขึ้นที่ไม่มีซุ้มขายตั๋วข้างล่าง 2 เราเลยเดินขึ้นไปกะว่าไปจะแค่เพื่อถ่ายรูปกะเจดีย์ให้ไกล้ขึ้น คือขึ้นไปเท่าที่ขึ้นได้ถ้าเจอซุ้มเก็บเงินแล้วค่อยลงก็ได้ (วะ)
ปรากฎว่าขึ้นไปได้เรื่อยๆ จนในที่สุด อ้าวถึงแล้วนี่เจดีย์ค้าวขาว เหอะๆ ตอนนั้นดีใจยังกะกล้องเปิดติด รีบบอกให้ตาถ่ายรูปไปเยอะๆ ไหนๆก็ได้แอบขึ้นมาฟรีๆ ..
(ธ่อ นึกว่าได้ขึ้นมาฟรีๆ ...)
แต่ความจรืงก็คือความจรืง สรุปว่าบัตรเข้าที่มีอยู่สามส่วนนั้น มีอยู่ส่วนนึงที่ใช้กะที่นี่ ซึ่งคนที่ต้องมาซื้อเพิ่มคือคนที่เค้าซื้อบัตรเข้าแบบถูกๆ แค่เข้ามาในสวนเพื่อชมบัวหรือรำไท้เก็กเท่านั้น ..
แต่ก็เอาหน่ะ ไม่ได้ก็ไม่ได้เสียอะไรนี่ เลย เดินขึ้นไปถ่ายรูปอย่างอดอยาก จากที่เคยต้องแอบๆถ่ายจากที่ไกลๆ เฮ้อ ..
จากนั้นลงมาแล้วก็เดินหลงกันรอบนึงก็เพื่อสร้างความมั่นใจ เสร็จแล้วจึงได้เวลาไปต่อยังที่สุดท้ายที่จะใช้บัตรส่วนที่สามที่เราซื้อมา ..
เข้าไปส่วนที่สามนี่ออกจะเล็กๆหน่อย แต่ความน่าสนใจก็มีอยู่ แต่เราก็ไม่รู้อ่ะนะว่าเอาไว้ทำอะไร เหมือนกับว่าจะเป็นศาลเจ้าแฮะ ไครรู้บอกด้วยนะ ..
เดินไปเดินมาจนถึงเก็บสแปร์ได้ครบตามเงินที่จ่ายค่าตั๋ว เริ่มเหนื่อย และหิว ส่วนหนาวนั่นเป็นมาตลอดตั้งแต่เช้า ..
(ระหว่างทางเจอเป็ดปักกิ่ง ..)
(แมวปักกิ่ง ..)
(และคนปักกิ่งกะกราฟิตี้)
แต่ภารกิจยังเหลือที่การเดินไปดูมังกร 9 ตัวที่แกะสลัก(ปั้น)บนหิน(ซีเมน)แผ่นเดียวที่(ต่อกัน) ... (ในวงเล็บคือความจริง) ..
ถึงตอนนี้กล้องตาเริ่มฟ้องอีกแล้วว่าแบตอ่อนๆ เสียดายเหมือนกันที่ผ่านชาวบ้านที่มาฝึกกังฟูแล้วไม่ได้ถ่ายวีดีโอไว้ คือดูแล้วน่าสนใจดี เหมือนกับเป็นครูมวยที่มาฝึกสอนให้กับชาวบ้าน (สัก 50 คนได้มั้ง)
ผ่านคณะรำ(มวย)ไปในที่สุดก็ถึงเป้าหมาย ..
ถ่ายกันได้นิดหน่อยก็มีตัวป่วนแจมมาอยู่ในรูป เฮ้อ หายากมากจะได้อยู่เดี่ยวๆ (คนอื่นเค้าคงคิดแบบเดียวกันเนอะ ..)
(เดี๋ยวใช้ โฟโต๊ชอบตัดมันออก .. ไอ้คนฝั่งนั้นมันคงคิดแบบนี้ ..)
พอออกจากสวนสาธารณะได้ก็มืดๆแล้ว จริงๆน่าจะประมาน 6 โมงได้แหละ ทั้งเหนื่อยมาขึ้นและหิวมากขึ้น ไปหาที่กินข้าวต่อ ..
ดีที่ว่าตอนแรกที่คิดไว้ว่าจะไปต่อคือฉือช่าไห่ซึ่งเป็นบาร์ริมน้ำ ก่อนไปตาก็บอกให้ทำใจไว้หน่อยเพราะมันหนาว อาจจะไม่ค่อยมีคนนั่งข้างนอกตรงริมน้ำกันเท่าไหร่ ..
แต่ก่อนอื่นคือหาที่กินกันซะก่อน ที่ๆไกล้ที่สุดและราคารับได้คือร้านอาหารจีนแคะ ..
อาหารรสชาติจัดว่าแย่ (สำหรับเรา) ราคาก็แพงใช้(ไม่)ได้เลย .. นึกถึงภาพเมนูงูผัดอะไรสักอย่างในเมนูที่ร้านนั้นแล้วก็นะ ถ้าไม่เพราะหิวมากๆคงไม่กินทันทีทันใดแน่ๆ ..
พอกินเสร็จ และไม่ค่อยอิ่มก็มาเช่าจักรยานขี่รอบๆฉือช่าไห่ ชั่วโมงละ 10 หยวนต่อคน ปรากฎว่าแรกๆขี่กันอย่างสบายเพราะคิดว่าเวลาเหลือเฟือ แต่ไปๆมาๆมันใหญ่มาก แถมยังมีช่องทางเล็กน้อยชวนให้หลง สุดท้ายกลับมาคืนจักรยานเค้าใช้เวลาน่าจะไม่ต่ำกว่า 59 นาที นับเป็นเรื่องโชคดีเล็กๆอย่างนึง ..
(มุมบังคับที่ตาบอกทุกคนที่เธอพามาต้องบังคับให้ถ่ายที่นี่ .. )
ตัดภาพกลับมาที่หวังฝู๋จิ่ง .. หวังว่ายังจำได้ได้นะค้าบ ..
กลับมาที่นี่อีกครั้งเพื่อจะหาทางกลับไปที่พัก เพราะถ้าตาปล่อยเราไว้ที่อื่นก็ไม่รู้จะกลับยังงัย ดังนั้นคืนนี้เลยเดินเล่นกันอีกรอบ ..
(ถ่ายซ่อมโบสถ์ เป็นรูปสุึดท้ายที่ได้ถ่ายกะหมวก .. หลังจากนั้นก็หาไม่เจอซะแ้ล้ว ..)
เดินๆๆ ก็ไม่มีอะไรนะ เหมือนที่เคยเห็นเมื่อวานนี้แหละ แต่มีอีกเป้าหมายนึงคือหาที่ซ่อมกล้อง ..
ร้านแรกเข้าไป ยื่นให้ดู ถามว่าแปะ กล้องมันยังงี้ๆ มันตกยังงี้ๆ เค้ารับไปพลิกดู แล้วก็บอกราคา 380 .. เฮ้ยแปะ ทำไมแพงงี้อ่ะ ลดได้ป่าวเนี่ย .. ไม่ได้แม้แต่หยวนเดียว .. ไม่ได้เราก็ไป โหยไม่มีมาดึงแขนเราไว้ด้วยอ่ะ เอ๊ะ รึว่าราคามันไม่แพง ..
ไปร้านที่สองบอก 450 หนักกว่าที่แรกอีก เลยเริ่มคิดแล้วว่ามันต้องคบคิดกับร้านแรกแน่ๆ ถ้าไปที่ใหม่แล้วได้ราคา 500 นี่ แปลว่าใช่เลย มันเป็นเครือข่ายเดียวกันแหงๆ ..
ไปร้านที่สาม รอสักพัก(ช่าง)เบอร์ 11 ออกมารับแขกแล้วก็บอกราคา 500 ลดก็ไม่ได้ เอาวะ ลดไม่ได้ก็ไว้ไปซ่อมในไทยแล้วกันนะ .. อะไรเนี่ย ..
หลังจากเดินตามราคากล้อง ก็เดินเล่นเรื่อยเปือย แต่ไม่ได้ซื้ออะไรสักอย่าง กะว่าเดี๋ยววันรุ่งขึ้นตาจะพาไปซื้อที่ ... (ลืมชื่อไปแล้ว) ประมานว่าเป็นห้างค้าส่งของฝากและสินค้าของใช้ ..
(คนเหล็กราคา 3000 หยวน ..)
แยกกับตาตอนสามทุ่มกว่าๆ ได้ แล้วก็กลับไปที่พักคุกไต้ดินอีกครั้ง ..
ก่อนนอนเอากล้องมาลองอีกครั้ง แหะๆ ยังเปิดไม่ติดแฮะ ..
(สุดท้ายถ่ายคู่กะกัวจิงจิง แล้วกลับไปนอนฝันดี ..)
edit @ 13 Dec 2007 18:07:45 by อะไรดี

ไก่แมคเล็กกะจิ๊ดนึง..
เลิกอุดหนุนแล้ว
#1 By [muay_tatee] (221.218.193.59) on 2007-12-14 18:56